lnwshop logo

โปรเจคจองห้องพักโรงแรม

โปรเจคจองห้องพักโรงแรม
โปรเจคจองห้องพักโรงแรม thumbnail 1โปรเจคจองห้องพักโรงแรม thumbnail 2โปรเจคจองห้องพักโรงแรม thumbnail 3โปรเจคจองห้องพักโรงแรม thumbnail 4โปรเจคจองห้องพักโรงแรม thumbnail 5
หมวดหมู่ โปรเจคสำเร็จรูป
ราคา 3,500.00 บาท
สถานะสินค้า พร้อมส่ง
แก้ไขล่าสุด 27 ก.ค. 2560
ความพึงพอใจ ยังไม่มีความคิดเห็น
จำนวน
ชิ้น
หยิบลงตะกร้า
Share
Scan this!

ไฟล์ที่จะได้รับ ดังนี้

ไฟล์ซอสโค้ด

ไฟล์ฐานข้อมูล

ไฟล์เล่มโปรเจค

ไฟล์นำเสนอเพาเวอร์พ้อย

ระบบงานสารสนเทศการสั่งจองห้องพักโรงแรม

บทที่ 1

บทนำ

ความเป็นมา

                เนื่องจากทางโรงแรมสารินพาร์ค เป็นโรงแรมสำหรับให้สั่งจองห้องพัก มีทั้งห้องพักธรรมดา  ห้องพักแบบ VIP สถานที่ตั้งมีบรรยากาศดี สะอาดสวยงามแต่ปัจจุบันโรงแรมมีจำนวนมาก ทำให้มีคู่แข่งขันและโรงแรมสารินพาร์ค เป็นโรงแรมที่พึ่งเปิดบริการ จึงต้องประชาสัมพันธ์ทางเว็บไซต์เพื่อต้องการให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

                ฉะนั้นจึงเลือกทำโครงการ ระบบงานสารสนเทศการสั่งจองห้องพักโรงแรมสารินพาร์ค  ออนไลน์นี้ เพื่อแนะนำให้รู้จักแก่บุคคลที่สนใจชมหรือสั่งจองห้องพัก ทางเว็บไซต์ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์

1. ศึกษาระบบงานสารสนเทศการสั่งจองห้องพักโรงแรมสารินพาร์คออนไลน์ เพื่อพัฒนา     ระบบงานการสั่งจองห้องพัก

2. เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองห้องพักทางเว็บไซต์ได้

       3. เพื่อประชาสัมพันธ์โรงแรมสารินพาร์คให้เป็นที่รู้จัก

ขอบเขตการศึกษา

1.สามารถสั่งจองห้องพักทางเว็บไซต์ได้

        2.สามารถแสดงความคิดเห็นทางเว็บไซต์ได้

        3.มีระบบการประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวหน้าเว็บไซต์

เป้าหมายของโครงการ

                1.สามารถนำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้กับระบบงานได้จริง

                2.ได้ระบบงานสารสนเทศการสั่งจองห้องพักโรงแรมสารินพาร์คออนไลน์

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

 

     โรงแรมสารินพาร์คจะได้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ทำให้มีผู้ที่สนใจเข้ามาชมและสั่งจองกันมากขึ้น

บทที่ 2

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Context Diagram (แผนภาพบริบท)

            เป็นแผนภาพที่ใช้สำหรับแสดงภาพรวมของระบบสารสนเทศโดยแสดงถึงขอบเขตของระบบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบ

ข้อกำหนดการวาดแผนภาพกระแสข้อมูล

  • วาดอยู่ในกระดาษแผ่นเดียว
  • ชื่อกระบวนการควรเป็นชื่อระบบสารสนเทศ
  • แต่ละสัญลักษณ์ห้ามตั้งชื่อซ้ำกัน
  • ไม่วาดเส้นตัดกัน
  • ใช้ชื่ออ้างอิงหรือชื่อย่อที่ไม่ซ้ำกัน

Data Flow Diagram

                แผนภาพกระแสข้อมูล หรือเรียกย่อๆ ว่า DFD นั้นเป็นแผนภาพที่ใช้สำหรับการแสดงถึงการเคลื่อนย้ายข้อมูลของระบบสารสนเทศ และเป็นการอธิบายให้ทราบเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ หรือ กิจกรรมที่ระบบสารสนเทศนั้นจะต้องกระทำว่ามีกิจกรรมอะไรบ้างเท่านั้น โดยไม่ได้แสดงให้ทราบถึงว่ากิจกรรมนั้นต้องดำเนินกิจกรรมอย่างไร

สัญลักษณ์ของ DFD ประกอบด้วย 4 สัญลักษณ์ (Gane and Sarson) คือ

1.             สัญลักษณ์กระบวนการ (Process Symbol)

2.             สัญลักษณ์กระแสข้อมูล (Data Flow Symbol)

3.             สัญลักษณ์แหล่งข้อมูล (Data Store)

4.             สัญลักษณ์หน่วยงานภายนอก (External Entity)

                                        

                แผนภาพกระแสข้อมูล (Data Flow Diagram:DFD)  หมายถึง แผนภาพที่แสดงให้เห็นถึงทิศทางการไหลของข้อมูลที่มีอยู่ในระบบ และการดำเนินงานที่เกิดขึ้นในระบบ โดยข้อมูลในแผนภาพทำให้ทราบถึง ข้อมูลมาจากไหน, ข้อมูลไปที่ไหน, ข้อมูลเก็บที่ใด, เกิดเหตุการณ์ใดกับข้อมูลในระหว่างทาง แผนภาพกระแสข้อมูลจะแสดงภาพรวมของระบบ (Overall picture of a system) และรายละเอียดบางอย่าง แต่ในบางครั้งหากต้องการกำหนดรายละเอียดที่สำคัญในระบบ นักวิเคราะห์ระบบอาจจำเป็นต้องใช้เครื่องมืออื่นๆ ช่วย เช่น ข้อความสั้นๆที่เข้าใจ หรือัลกอริทึม, ตารางการตัดสินใจ (Decision Table), Data Model, Process Description ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการในรายละเอียด

วัตถุประสงค์ของการสร้างแผนภาพกระแสข้อมูลนี้เพื่อ

1.                       เป็นแผนภาพที่สรุปรวมข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการวิเคราะห์ในลักษณะของรูปแบบที่เป็นโครงสร้าง

2.                       เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างนักวิเคราะห์ระบบและผู้ใช้งาน

3.                       เป็นแผนภาพที่ใช้ในการพัฒนาต่อในขั้นตอนของการออกแบบระบบ

4.                       เป็นแผนภาพที่ใช้ในการอ้างอิง หรือเพื่อใช้ในการพัฒนาต่อในอนาคต

5.                       ทราบที่มาที่ไปของข้อมูลที่ไหลไปในกระบวนการต่างๆ (Data and Process)

 

 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแผนภาพกระแสข้อมูล

                                         สัญลักษณ์ที่ใช้เป็นมาตรฐานในการแสดงแผนภาพกระแสข้อมูลมีหลายชนิด แต่ในที่นี้จะแสดงให้เห็นเพียง 2 ชนิด ได้แก่ ชุดสัญลักษณ์มาตรฐานที่พัฒนาโดย Gane and Sarson (1979) และชุดสัญลักษณ์มาตรฐานที่พัฒนาโดย DeMarco and Yourdon (DeMarco, 1979); Yourdon and Constantine,1979) โดยมีสัญลักษณ์ดังต่อไปนี้

DeMarco & Yourdon

Gane & Sarson

ความหมาย

Process : ขั้นตอนการทำงานภายในระบบ

Data Store : แหล่งข้อมูลสามารถเป็นได้ทั้งไฟล์ข้อมูลและฐานข้อมูล (File or Database)


External Agent : ปัจจัยหรือสภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อระบบ

 



Data Store : เส้นทางการไหลของข้อมูล แสดงทิศทางของข้อมูลจากขั้นตอนการทำงานหนึ่งไปยังอีกขั้นตอนหนึ่ง

ตารางที่ 2.1 ตัวอย่างตารางสัญลักษณ์ที่ใช้ในแผนภาพกระแสข้อมูล

 

ER-Diagram

                         การออกแบบฐานข้อมูลด้วย E-R model เป็นเพียงวิธีหนึ่งที่ช่วยในการออกแบบฐานข้อมูล และได้รับความนิยมอย่างมาก นำเสนอโดย Peter ซึ่งวิธีการนี้อยู่ในระดับ Conceptual level และมีหลักการคล้ายกับ Relational model เพียงแต่ E-R model แสดงในรูปแบบกราฟิก บางระบบจะใช้ E-R model ได้เหมาะสมกว่า แต่บางระบบจะใช้ Relational model ได้เหมาะสมกว่าเป็นต้น ซึ่งแล้วแต่การพิจารณาของผู้ออกแบบว่าจะเลือกใช้แบบใด (Relational model คือตารางข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน)E-R Diagram หรือ Entity Relationship Diagram คือแผนผังแสดงความสัมพันธ์ระว่าง Entiry หรือกลุ่มข้อมูล ซึ่งจะแสดงชนิดของความสำพันธ์ว่าเป็นชนิด หนึ่งต่อหนึ่ง (Oneto One), หนึ่งต่อหลายสิ่ง (One to Many), หรือ หลายสิ่งต่อหลายสิ่ง (Many toMany)

ความหมายและประโยชน์ของ ER - Model

       1.Entity-Relationship  Model

หรือเรียกอีกอย่างว่า  “E-R  Model”  เป็น  Data  Model  เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย  เป็นเครื่องมือที่ดีมากและมีโครงสร้างสำคัญเพิ่มขึ้นมา  คือ  “E-R  Diagram”  ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในฐานข้อมูล

       2.Data  Model

คือ  แบบจำลองที่ใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงโครงสร้างภายในระบบฐานข้อมูล  โดยใช้รูปภาพเป็นสื่อ  ทำให้ง่ายต่อการเข้าใจและการเรียนรู้    เข้าใจโครงสร้างพื้นฐานของระบบได้ง่าย

คุณสมบัติของ  Data Model

1.      Expressiveness คือ ต้องเป็นเครื่องมือที่สามารถแสดงหรืออธิบายโครงสร้างของข้อมูล ได้ชัดเจนและครบถ้วน

2.      Simplicity  คือ  ต้องทำให้ง่ายต่อการเข้าใจ  ไม่ซับซ้อน

3.      Minimality  คือ  ลักษณะโครงสร้างของข้อมูลแต่ละชนิด  ต้องชัดเจน  และไม่กำกวม

4.      Formality  คือ  ข้อมูลแต่ละชนิดต้องไม่ซ้ำซ้อน  มีรูปแบบเป็นมาตรฐาน

 องค์ประกอบของ  ER  Model

     โครงสร้างพื้นฐานของ E-R Model ได้แก่ Entity, Attribute, Relationship, Key, Domain เป็นต้น

 

สัญลักษณ์ของ ER - Model

สัญลักษณ์ที่ใช้แสดงแผนภาพ  ER - Diagram  (Symbols  in  E-R  Diagram)

ER-DIAGRAM ประกอบด้วยองค์ประกอบพื้นฐานดังนี้

·         เอนทิตี้ (Entity) เป็นวัตถุ หรือสิ่งของที่เราสนใจในระบบงานนั้น ๆ

·         แอททริบิว (Attribute) เป็นคุณสมบัติของวัตถุที่เราสนใจ

·         ความสัมพันธ์ (Relationship) คือ ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้

เอนทิตี้ (Entity)
                เอนทิตี้  หมายถึง สิ่งของหรือวัตถุที่เราสนใจ ซึ่งอาจจับต้องได้และเป็นได้ทั้งนามธรรม โดยทั่วไป เอนทิตี้จะมีลักษณะที่แยกออกจากกันไป เช่น เอนทิตี้พนักงาน จะแยกออกเป็นของพนักงานเลย เอนทิตี้เงินเดือนของพนักงานคนหนึ่งก็อาจเป็นเอนทิตี้หนึ่งในระบบของโรงงาน โดยทั่วไปแล้ว เอนทิตี้จะมีกลุ่มที่บอกคุณสมบัติที่บอกลักษณะของเอนทิตี้ เช่น พนักงานมีรหัส ชื่อ นามสกุล และแผนก โดยจะมีค่าของคุณสมบัติบางกลุ่มที่ทำให้สามารถแยกเอนทิตี้ออกจากเอนทิตี้อื่นได้ เช่น รหัสพนักงานที่จะไม่มีพนักงานคนไหนใช้ซ้ำกันเลย เราเรียกค่าวของคุณสมบัติกลุ่มนี้ว่าเป็นคีย์ของเอนทิตี้

รูปสัญลักษณ์ของเอนทิตี้ คือ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตัวอย่างเช่น
                                                รูปที่ 2.4 ตัวอย่างสัญลักษณ์ของเอนทิตี้

แอททริบิวท์ (Attribute) 
                Attribute คือ คุณสมบัติของวัตถุหรือสิ่งของที่เราสนใจ โดยอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับลักษณะของเอนทิตี้ โดยคุณสมบัตินี้มีอยู่ในทุกเอนทิตี้ เช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ แผนก เป็น Attribute ของเอนทิตี้พนักงานโดยทั่วไปแล้วโมเดลข้อมูล เรามักจะพบว่า Attribute มีลักษณะข้อมูลพื้นฐานอยู่โดยที่ไม่ต้องมีคำอธิบายมากมาย และ Attribute ก็ไม่สามารถอยู่แบบโดด ๆ ได้โดยที่ไม่มีเอนทิตี้หรือความสัมพันธ์
รูปสัญลักษณ์ของ Attribute คือ รูปวงรีโดยที่จะมีเส้นเชื่อมต่อกับเอนทิตี้ ตัวอย่างเช่น

รูปที่ 2.5 ตัวอย่างการเชื่อมต่อแอททริบิวท์กับเอนทิตี้

ความสัมพันธ์ (Relationship)
                เอนทิตี้แต่จะต้องมีความสัมพันธ์ร่วมกัน โดยจะมีชื่อแสดงความสัมพันธ์ร่วมกันซึ่งจะใช้รูปภาพสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมรูปว่าวแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้และระบุชื่อความสัมพันธ์ลงในสี่เหลี่ยม ดังตัวอย่างเช่น รูปนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้อาจารย์กับกลุ่มเรียน
รูปที่ 2.6 ตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้

E-commerce

ประวัติวิวัฒนาการอีคอมเมิร์ซ

                การค้าอิเล็กทรอนิกส์นั้นเริ่มขึ้นบนโลกครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2513 ซึ่งได้มีการเริ่มใช้ระบบโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเอฟที (EFT = Electronic Fund Transfer) แต่ในขณะนั้นมีเพียงบริษัทขนาดใหญ่และสถาบันการเงินเท่านั้นที่ใช้งานระบบโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ต่อมาอีกไม่นานก็เกิดระบบการส่งเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีดีไอ (EDI = Electronic Data Interchange) ซึ่งสามารถช่วยขยายการส่งข้อมูลจากเดิมที่เป็นข้อมูลทางการเงินอย่างเดียวเป็นการส่งข้อมูลแบบอื่นเพิ่มขึ้น เช่น การส่งข้อมูลระหว่างสถาบันการเงินกับผู้ผลิต หรือผู้ค้าส่งกับผู้ค้าปลีก เป็นต้น

หลักการด้านอีคอมเมิร์ซ

                พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซคือ  การค้าขายผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต  อินเตอร์เน็ตจะเปลี่ยนวิถีทางการดำรงชีวิตของทุกคน  อินเตอร์เน็ต จะเปลี่ยนวิธีการศึกษาหาความรู้ อินเตอร์เน็ตจะเปลี่ยนวิธีการทำมาค้าขาย อินเตอร์เน็ตจะเปลี่ยนวิธีการหาความสุขสนุกสนาน  อินเตอร์เน็ตจะเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง และทุกสิ่งทุกอย่างจะรวมกันเข้ามาหาอินเตอร์เน็ต
               กล่าวกันว่าในปัจจุบันนี้ถ้าบริษัทห้างร้านใดไม่มีหน้าโฮมเพจในอินเตอร์เน็ตบริษัทห้างร้านนั้นก็ไม่มีตัวตน นั่นคือไม่มีใครรู้จัก เมื่อไม่มีใครรู้จักก็ไม่มีใครทำมาค้าขายด้วย แล้วถ้าไม่มีใครทำมาค้าขายด้วยก็อยู่ไม่ได้ต้องล้มหายตายจากไป
               ว่ากันว่าอินเตอร์เน็ตคือแหล่งข้อมูลข่าวสาร และข้อมูลข่าวสารอย่างหนึ่งก็คือ ข้อมูลเกี่ยวกับราคาสินค้า ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ และข้อมูลเกี่ยวกับผู้ขายผู้ผลิต  ซึ่งในปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือกในการที่จะซื้อสินค้ากันมากขึ้น เช่นการเข้าไปเลือกซื้อจากในเว็บไซต์ มีการเข้าไปเปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนที่จะซื้อ  หากจะกล่าวว่า ข่าวสารคืออำนาจ ในปัจจุบันนี้ผู้บริโภคก็ได้รับการติดอาวุธอย่างใหม่ที่มีอำนาจมากพอที่จะต่อรองกับผู้ผลิต และผู้จำหน่ายสินค้าได้ผลดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาและพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
               ในการทำอีคอมเมิร์ซนั้นไม่ใช่เพียงแค่เป็นเว็บเพจหรือช่องทางการจำหน่ายสินค้า แต่อีคอมเมิร์ซยังมีความหมายรวมไปถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อลดค่าใช้จ่าย ลดเวลาที่ต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกับผู้บริโภค และผู้ค้าส่ง สำนักวิจัยไอดีซี (IDC) ได้ประมาณรายได้ของการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B-to-B) ว่าเพิ่มขึ้นจาก 80 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 3,200 พันล้านบาทในปี พ.ศ. 2542 เป็น 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 40 ล้านล้านบาทในปี พ.ศ. 2546

PHP คืออะไร

                PHP แต่เดิมย่อมาจาก Personal Home Page แต่ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นย่อมาจาก PHPHypertext Preprocessor ครับ แต่ก่อนจะอธิบายต่อไปก็คงต้องพูดถึง PHP ว่ามันมีความสำคัญยังไง และทำไมเราต้องให้ความสนใจมันด้วย เคยได้ยินคำว่า Dynamic Web pages ไหมครับ Dynamic แปลว่า ไม่อยู่นิ่ง มีการเคลื่อนไหว เมื่อเอามารวมกับ Web pages แล้ว ความหมายก็จะออกมาเป็น DynamicWeb pages ก็คือ เว็บเพจที่ไม่อยู่นิ่งและมีการเปลี่ยนแปลง หมายความว่าเว็บเพจมันเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ มันเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่มีการตอบโต้กับผู้ใช้หรือคนที่เข้ามาดูเว็บ ส่วนมันจะเปลี่ยนแปลงหรือตอบโต้กับผู้ใช้ยังไงนั้นก็แล้วแต่คนที่ทำเว็บจะกำหนดไว้

                ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์พวก E-Commerce ซื้อขายสินค้าต่างๆ ตัวอย่างก็คือ Amazon.com ที่ขายหนังสือ เมื่อเราสั่งหนังสือไปแล้ว มันจะทำการแสดงรายชื่อหนังสือพร้อมยอดเงินทั้งหมดให้เราดู และเว็บไซต์พวก SearchEngine ต่างๆ นั่นก็จัดเป็น Dynamic Web pages เช่นกันครับ เมื่อคุณกรอกคำที่ต้องการค้นหาลงไปแล้ว มันก็จะแสดงผลออกมาให้ดูใช่ไหมครับ นั่นแหละครับเป็น Dynamic Web pages แท้ๆ เลย

                นอกจาก Dynamic Web pages แล้วเคยได้ยินคำว่า Static Web pages ไหมครับ? ถึงคุณจะตอบว่าเพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรก แต่ผมบอกได้เลยว่าคุณน่าจะเคยสัมผัสหรือเข้าไปดูเว็บลักษณะนี้มาบ้างแล้ว ก็คือเป็นเว็บเพจที่เป็นยังไงก็เป็นอยู่อย่างนั้นไง ไม่มีการโต้ตอบกับคนดู เพราะ Static แปลว่า คงที่ครับ เช่นเว็บพวกเอกสารสำคัญ เอกสารวิชาการต่างๆ

                แต่เว็บเพจหลายๆ แห่งก็จัดว่าเป็น Static Web pages แต่ผู้สร้างใช้เทคนิคของ Dynamic Web pages มาสร้างได้เหมือนกันนะครับ เอ... แล้วอย่างนี้เว็บเพจที่มีเว็บมาสเตอร์คอยปรับปรุงข่าวต่างๆ ให้ทันสมัยอยู่ตลอดละครับ? เช่นมีการเปลี่ยนข่าวในหน้าแรกเป็นประจำอยู่ทุกๆ วัน เว็บเหล่านี้เป็น Dynamic หรือ Static Web pages

                PHP เป็น Server-side scripting language คือในทุกๆ ครั้งก่อนที่เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งให้บริการเป็น Web Server จะส่งหน้าเว็บเพจที่เขียนด้วย PHP ให้เรา มันจะทำการประมวลผลตามคำสั่งที่มีอยู่ให้เสร็จเสียก่อน แล้วจึงค่อยส่งผลลัพธ์ที่ได้ให้เรา ผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็คือเว็บเพจที่เราเห็น

 CMS คืออะไร

                CMS ย่อมาจาก Content Management System เป็นระบบที่นำมาช่วยในการสร้างและบริหารเว็บไซต์แบบสำเร็จรูป โดยในการใช้งาน CMS นั้นผู้ใช้งานแทบไม่ต้องมีความรู้ในด้านการเขียนโปรแกรม ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ ตัวของ CMS เองจะมีโปรแกรมแถมมาและสามารถแทรกเองได้มากมายเช่น webboard , ระบบจัดการป้ายโฆษณา , ระบบนับจำนวนผู้ชม แม้แต่กระทั่งตระกร้าสินค้า และอื่นๆอีกมากมาย
                 CMS เป็นเหมือนโปรแกรม โปรแกรมหนึ่ง ที่มีผู้พัฒนามาจากภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในเว็บไซต์เช่น PHP , Python , ASP , JSP ซึ่งในปัจจุบันมีคนใจดีพัฒนา CMS ฟรีขึ้นมามากมายอย่างเช่น Mambo , Joomla , Wordpress
                ลักษณะเด่นของ CMS ก็คือ มีส่วนของ Administration panel(เมนูผู้ควบคุมระบบ) ที่ใช้ในการบริหารจัดการส่วนการทำงานต่างๆในเว็บไซต์ ทำให้สามารถบริหารจัดการเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว และเน้นที่การ จัดการระบบผ่านเว็บ(Web interface) ในลักษณะรูปแบบของ ระบบเว็บท่า(Portal Systems) โดยตัวอย่างของฟังก์ชันการทำงาน ได้แก่ การนำเสนอบทความ(Articles), เว็บไดเรคทอรี(Web directory), เผยแพร่ข่าวสารต่างๆ(News), หัวข้อข่าว(Headline), รายงานสภาพดินฟ้าอากาศ(Weather), ข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจ(Informations), ถาม/ตอบปัญหา(FAQs), ห้องสนทนา(Chat), กระดานข่าว(Forums), การจัดการไฟล์ในส่วนดาวน์โหลด(Downloads), แบบสอบถาม(Polls), ข้อมูลสถิติต่างๆ(Statistics) และส่วนอื่นๆอีกมากมาย ที่สามารถเพิ่มเติม ดัดแปลง แก้ไขแล้วประยุกต์นำมาใช้งานให้เหมาะสมตามแต่รูปแบบและประเภทของเว็บไซต์นั้นๆ

 

 

 

 

 

ข้อดีของ CMS
    1.ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์ เพียงแค่เคยพิมพ์ หรือเคยโพสข้อความในอินเทอร์เน็ต ก็สามารถมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองได้
   2.ไม่เสียเวลาในการพัฒนาเว็บไซต์ ไม่เสียเงินจำนวนมาก
   3.ง่ายต่อการดูแล เพราะมีระบบจัดการทุกอย่างให้เราหมด

   4.มีระบบจัดการที่เราสามารถหามาใส่เพิ่มได้มากมาย อย่างเช่น ระบบแกลลอรี่

   5.สามารถเปลี่ยนหน้าตาเว็บไซต์ได้ง่ายๆ เพียงแค่โหลดทีม (Theme) ของ CMS นั้นๆ
ข้อเสียของ CMS

  1.ในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการออกแบบทีม (หน้าตาของเว็บ) เอง จะต้องใช้ความรู้มากกว่าปรกติ เนื่องจาก CMS มีหลายๆระบบมารวมกันทำให้เกิดความยุ่งยาก สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้

  2.ผู้ใช้จะต้องศึกษาระบบ CMS ที่ผู้พัฒนาสร้างขึ้นมา เช่นจะต้องใส่ข้อความลงตรงไหน จะต้องแทรกภาพอย่างไร ซึ่งจะลำบากเพียงแค่ช่วงแรกเท่านั้น

  3.ในการใช้งานจริงนั้นจะมีความยุ่งยากในการ set up ครั้งแรกกับ web server แต่ปัจจุบันก็มีผู้บริการ web server มากมายที่เสนอลงและ set up ระบบ CMS ให้ฟรีๆโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

 

 

สินค้านี้ยังไม่มีคนรีวิว
คำถาม
รายละเอียด
ชื่อผู้ถาม
ข้อมูลสำหรับการติดต่อกลับ (ไม่เปิดเผย เห็นเฉพาะเจ้าของร้าน)
อีเมล
เบอร์มือถือ
  • ถาม
ถ้าผมจะทำเป็นรีสอร์ทอื่นแต่จะใช้โค๊ดนี้ปรับแก้ได้ป่าวครับ
คือผมจะทำเป็นรีสอร์ทอื่นครับแต่จะใช้ทั้งหมดนี้มาปรับแก้ได้ป่าวครับ มาเป็นไฟใช่ป่าวครับ และใช้ได้กับวินโดว์อะไร ต้องลงไรเพิ่มป่าวครับ มีอธิบายโค๊ดด้วยป่าว และถ้ามีกรรมการให้ปรับแก้จะมีบริการมั๊ยครับ
boy
boy
171.5.246.x
13 มี.ค. 2560 14:11 น.
ต้องเคลียกันทีละเคสครับ
เจ้าของร้าน
เจ้าของร้าน
14 มี.ค. 2560 08:56 น.
ธ.กสิกรไทย สาขาเสริมไทย ออมทรัพย์
เพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายและมิตรภาพที่ดีต่อกัน กรุณาทำความเข้าใจเงื่อนไข

 

 

MEMBER

เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)

STATISTICS

หน้าที่เข้าชม1,153,626 ครั้ง
ผู้ชมทั้งหมด516,232 ครั้ง
เปิดร้าน30 ก.ค. 2556
ร้านค้าอัพเดท19 ก.ค. 2561
Go to Top
พูดคุย-สอบถาม คลิก