lnwshop logo

ระบบจัดการร้านกาแฟออนไลน์

ระบบจัดการร้านกาแฟออนไลน์
ระบบจัดการร้านกาแฟออนไลน์ thumbnail 1ระบบจัดการร้านกาแฟออนไลน์ thumbnail 2ระบบจัดการร้านกาแฟออนไลน์ thumbnail 3ระบบจัดการร้านกาแฟออนไลน์ thumbnail 4ระบบจัดการร้านกาแฟออนไลน์ thumbnail 5ระบบจัดการร้านกาแฟออนไลน์ thumbnail 6ระบบจัดการร้านกาแฟออนไลน์ thumbnail 7
หมวดหมู่ โปรเจคสำเร็จรูป
ราคา 3,500.00 บาท
สถานะสินค้า พร้อมส่ง
แก้ไขล่าสุด 27 ก.ค. 2560
ความพึงพอใจ ยังไม่มีความคิดเห็น
จำนวน
ชิ้น
หยิบลงตะกร้า
Share
Scan this!

1.5 ขอบเขตของระบบ

แบ่งการทำงานได้เป็น 2 ส่วน คือส่วนของเว็บไซต์และหน้าร้าน

บุคคลทั่วไป

-                   สามารถเข้ามาดูสินค้าและดูหน้าเว็บทั่วไปของทางร้านได้

สมาชิก

-                   สามารถแก้ไขข้อมูลส่วนตัวได้

-                   สั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ได้

-                   สามารถจัดการบัตรเครดิตได้

-                   สามารถดูแคลอรี่จากใบเสร็จรับเงินได้

พนักงาน

-                   สามารถขายสินค้าให้กับลูกค้าที่มาซื้อสินค้าหน้าร้านได้

-                   ตรวจสอบการรับสินค้าให้กับสมาชิกที่สั่งซื้อผ่านรับออนไลน์

-                   สามารถดูรายการสั่งซื้อทั้งหมดได้

-                   สามารถดูรายชื่อลูกค้าทั้งหมดได้

ผู้ดูแลระบบ

-                   สามารถเพิ่ม ลบ แก้ไขประเภทสินค้าได้

-                   สามารถเพิ่ม ลบ แก้ไขสินค้าได้

-                   สามารถเพิ่ม ลบ แก้ไขวัตถุดิบได้

-                   สามารถจัดการส่วนผสมของเครื่องดื่มแต่ละรายการได้

-                   สามารถจัดการข้อมูลพนักงานได้

-                   สามารถดูรายการสั่งซื้อทั้งหมดได้

-                   สามารถดูรายงานยอดขายสินค้าได้

-                   สามารถดูรายงานการใช้วัตถุดิบได้

1.6 ความต้องการของระบบ

                1.6.1 Hardware

-                   Intel-based Pentium processors หรือสูงกว่า

                1.6.2 Software

-                   ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows XP หรือสูงกว่า

-                   AppServ-win32-2.5.9

1.7 เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา

                1.7.1 เอกสาร

-                   เนื้อหาความรู้ที่เกี่ยวกับการพัฒนาโปรแกรม PHP, Dream Weaver เป็นต้น

-                   เนื้อหาความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาระบบที่มีการใช้ภาษา PHP

                1.7.2 software

-                   Web server : Apache version 2.4.1

-                   Language : PHP5

-                   Platform : Windows 7

-                   Database : MySQL version 5.5.23

-                   Script : PHP

-                   Tools : Dream Weaver CS5, Navicat version 9.1

 

-                   Graphic : Adobe Photoshop CS5 

 

หลักการทฤษฎีและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

 

ทฤษฎีและวิทยาการที่เกี่ยวข้องที่ใช้ประกอบโครงงานปัญหาพิเศษในระบบจัดการร้านกาแฟออนไลน์ มีดังนี้

 

                2.1  เว็บเซอร์วิส

 

2.2 CakePHP

 

2.3 CSS

 

2.4 อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce)

 

2.1  เว็บเซอร์วิส

เว็บเซอร์วิส (Web service) คือ ระบบซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านระบบเครือข่าย โดยที่ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ คือ เอกซ์เอ็มแอล เว็บเซอร์วิสมีอินเทอร์เฟสที่ใช้อธิบายรูปแบบข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์ประมวลผลได้ เช่น WSDL ระบบคอมพิวเตอร์ใช้งานสื่อสารโต้ตอบกับเว็บเซอร์วิสตามรูปแบบที่ได้กำหนดไว้แล้ว โดยการส่งสาสน์ตามอินเตอร์เฟสของเว็บเซอร์วิสนั้น โดยที่สาสน์ดังกล่าวอาจแนบไว้ในซอง SOAP  หรือส่งตามอินเตอร์เฟสในแนวทางของ REST สาสน์เหล่านี้ปกติแล้วถูกส่งโดยอาศัย HTTP และใช้ XML ร่วมกับมาตรฐานเกี่ยวกับเว็บอื่นๆ โปรแกรมประยุกต์ที่เขียนโดยภาษาต่างๆ และทำงานบนแพลตฟอร์มต่างๆ กันสามารถใช้เว็บเซอร์วิสเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น  อินเทอร์เน็ตในลักษณะเดียวกับการสื่อสารระหว่างโปรเซส (Inter-process communication) บนเครื่องเดียวกัน ความสามารถในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบที่ต่างกันนี้ (เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง โปรแกรมที่เขียนโดยภาษาจาวาและโปรแกรมที่เขียนโดยภาษาไพทอนหรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโปรแกรมประยุกต์ที่ทำงานบนไมโครซอฟท์วินโดวส์และโปรแกรมประยุกต์ที่ทำงานบนลินุกซ์) เกิดขึ้นได้เนื่องจากการใช้มาตรฐานเปิดโดย OASIS และ W3C เป็นคณะกรรมการหลักในการรับผิดชอบมาตรฐานและสถาปัตยกรรมของเว็บเซอร์วิส

 

 

 

 

 

 

 

2.2 CakePHP

2.2.1 CakePHP

 

CakePHP คือ Framework ที่เขียนขึ้นโดยใช้ภาษา PHP ซึ่งเป็นตัวช่วยสำหรับพัฒนาเว็บโดยใช้ภาษา PHP และถูกออกแบบบนพื้นฐาน MVC (Model, View, Controller) กล่าวคือ CakePHP ถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้ภาษา PHP ซึ่งช่วยให้สามารถพัฒนาเว็บได้เร็วยิ่งขึ้น โดยเน้นที่การพัฒนาระบบเว็บที่มีขนาดใหญ่ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะใช้เวลาในการพัฒนามาก  แต่หากใช้ CakePHP ก็จะสามารถพัฒนาได้รวดเร็วยิ่งขึ้นเพราะ CakePHP มีตัวช่วย และยังเขียน Code เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำงานได้

 

                2.2.2  PHP Framework

PHP Framework เป็นศูนย์รวมของ Class ที่ถูกพัฒนาขึ้นในรูปแบบของ OOP (Object Oriented Programming) โดยมี run-time ที่ช่วยในการพัฒนา Web Application ได้อย่างรวดเร็วในการพัฒนา Web Application โดยทั่วไปนักพัฒนาจะเก็บไฟล์และโครงสร้างโปรแกรมไว้ใช้เพื่อให้การพัฒนาเว็บเป็นไปด้วยความรวดเร็ว แต่มีข้อเสียคือนักพัฒนาคนอื่นต้องเรียนรู้ใหม่ซึ่งต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ ทางแก้ไขคือใช้ CakePHP โดยนักพัฒนาแต่ละคนจะใช้มาตรฐานเดียวกันในการพัฒนา Web Application ซึ่งทำให้การพัฒนาเป็นไปในทิศทางเดียว

 

ใน CakePHP จะถูกออกแบบมาให้ช่วยในการจัดการ Active Record, Association Data Mapping, Front Controller และ MVC โดย MVC จะเป็นหัวใจหลักของ CakePHP โดยมี Model View และ Controllerจากการออกแบบของ CakePHP นั้นทำให้นักพัฒนาไม่เสียเวลาในการแก้ปัญหาทั่วๆ ไปของโปรแกรมนักพัฒนาสามารถแยกส่วนของ Business logic ออกมาทำให้การพัฒนามีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น CakePHP สามารถทำงานได้ทั้ง PHP4 และ PHP5 การพัฒนาสามารถปรับใช้ได้กับทั้ง PHP4 และPHP5 ซึ่งไม่เหมือนกับ PHP framework

 

                2.2.3  คุณสมบัติของ CakePHP

 

               CakePHP เป็น framework ที่ช่วยให้เราสามารถพัฒนา Web Application ได้อย่างรวดเร็วโดยคุณสมบัติโดยทั่วไปของ CakePHP นั้น มีดังนี้

 

-                   ใช้รูปแบบของ Model-View-Controller (MVC)

 

-                   สนับสนุนฐานข้อมูลที่หลากหลาย เช่น MySQL, PostgreSQL และฐานข้อมูลอื่นๆ

 

-                   ง่ายต่อการติดตั้งทั้งใน Unix และ Windows

 

                2.2.4  ความต้องการของ CakePHP

                HTTP Server เช่น Apache ที่เปิดโหมด session และ mod_rewrite  PHP 4.3.2 หรือสูงกว่าแน่นอนว่า CakePHP สามารถทำงานได้ทั้ง PHP4 และ PHP5  ระบบฐานข้อมูล ที่ทำงานได้ เช่น MySQL PostgreSQL และ ADODB

 

2.3 CSS

 

CSS ย่อมาจาก Cascading Style Sheet  มักเรียกโดยย่อว่า "สไตล์ชีต" คือภาษาที่ใช้เป็นส่วนของการจัดรูปแบบการแสดงผลเอกสาร  HTML โดยที่ CSS กำหนดกฏเกณฑ์ในการระบุรูปแบบ (Style) ของเนื้อหาในเอกสาร ได้แก่  สีของข้อความ สีพื้นหลัง ประเภทตัวอักษร และการจัดวางข้อความ ซึ่งการกำหนดรูปแบบ นี้ใช้หลักการของการแยกเนื้อหาเอกสาร HTML ออกจากคำสั่งที่ใช้ในการจัดรูปแบบการแสดงผล กำหนดให้รูปแบบของการแสดงผลเอกสารไม่ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของเอกสาร เพื่อให้ง่ายต่อการจัดรูปแบบการแสดงผลลัพธ์ของเอกสาร HTML โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาเอกสารบ่อยครั้ง หรือต้องการควบคุมให้รูปแบบการแสดงผลเอกสาร HTML มีลักษณะของความสม่ำเสมอทั่วกันทุกหน้าเอกสารภายในเว็บไซต์เดียวกกัน โดยกฎเกณฑ์ในการกำหนดรูปแบบเอกสาร HTML ถูกเพิ่มเข้ามาครั้งแรกใน HTML 4.0  เมื่อปีพ.ศ. 2539 ในรูปแบบของ CSS level 1 Recommendations ที่กำหนดโดย องค์กร World Wide Web Consortium หรือ W3C

 

2.3.1 ประโยชน์ของ CSS

 

1.             CSS มีคุณสมบัติมากกว่า tag ของ html เช่น การกำหนดกรอบให้ข้อความ รวมทั้งสี รูปแบบของข้อความที่กล่าวมาแล้ว

 

2.             CSS นั้นกำหนดที่ต้นของไฟล์ html หรือตำแหน่งอื่น ๆ ก็ได้ และสามารถมีผลกับเอกสารทั้งหมด หมายถึง กำหนดครั้งเดียวจุดเดียวก็มีผลกับการแสดงผลทั้งหมด ทำให้เวลาแก้ไขหรือปรับปรุงทำได้สะดวก ไม่ต้องไล่ตามแก้ tag ต่างๆ ทั่วทั้งเอกสาร

 

3.             CSS สามารถกำหนดแยกไว้ต่างหากจากไฟล์เอกสาร html และสามารถนำมาใช้ร่วมกับเอกสารหลายไฟล์ได้ การแก้ไขก็แก้เพียงจุดเดียวก็มีผลกับเอกสารทั้งหมด

 

CSS กับ HTML/XHTML นั้นทำหน้าที่คนละอย่างกัน โดย HTML/XHTML จะทำหน้าที่ในการวางโครงร่างเอกสารอย่างเป็นรูปแบบ  ถูกต้อง เข้าใจง่าย  ไม่เกี่ยวข้องกับการแสดงผล  ส่วน CSS จะทำหน้าที่ในการตกแต่งเอกสารให้สวยงาม

 

 

 

2.4 อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce)

 

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซ คือ การค้าขายผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง อินเทอร์เน็ตคือแหล่งข้อมูลข่าวสาร และข้อมูลข่าวสารอย่างหนึ่งก็คือข้อมูลเกี่ยวกับราคาสินค้า ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ และข้อมูลเกี่ยวกับผู้ขายผู้ผลิต  ซึ่งในปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือกในการที่จะซื้อสินค้ากันมากขึ้น เช่น การเข้าไปเลือกซื้อจากในเว็บไซต์ มีการเข้าไปเปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนที่จะซื้อ  หากจะกล่าวว่า “ข่าวสาร” คืออำนาจ ในปัจจุบันนี้ผู้บริโภคก็ได้รับการติดอาวุธอย่างใหม่ที่มีอำนาจมากพอที่จะต่อรองกับผู้ผลิต และผู้จำหน่ายสินค้าได้ผลดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาและพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง  ในการทำอีคอมเมิร์ซนั้นไม่ใช่เพียงแค่เป็นเว็บเพจหรือช่องทางการจำหน่ายสินค้าแต่อีคอมเมิร์ซยังมีความหมายรวมไปถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจเพื่อลดค่าใช้จ่าย ลดเวลาที่ต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจรวมไปถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกับผู้บริโภค และผู้ค้าส่ง

 

2.4.1 คำจำกัดความของอีคอมเมิร์ซ

 

               อีคอมเมิร์ซ คือ ธุรกรรมทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเชิงพาณิชย์ทั้งในระดับองค์กรและส่วนบุคคล บนพื้นฐานของการประมวลและส่งข้อมูลดิจิตอลที่มีทั้งข้อความ เสียง และภาพ โดยสังเขปก็อาจจะได้ความว่า อีคอมเมิร์ซ ประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้

 

(1)       ผู้ประกอบการจัดตั้งร้านค้าหรือทำหน้าโฆษณาที่เรียกว่าโฮมเพจหรือเว็บเพจบนอินเทอร์เน็ต

 

(2)       ผู้ซื้อเข้าไปดูรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าในอินเทอร์เน็ต

 

(3)       ผู้ซื้อติดต่อสอบถามรายละเอียดจากผู้ขาย เช่น ของดีจริงหรือไม่ ส่งได้รวดเร็วเท่าใด มีส่วนลดหรือไม่jเป็นต้น

 

(4)       ผู้ซื้อสั่งสินค้าและระบุวิธีจ่ายเงิน เช่น โดยผ่านบัตรเครดิต เป็นต้น

 

(5)       ธนาคารตรวจสอบว่าผู้ซื้อมีเครดิตดีพอหรือไม่และแจ้งให้ผู้ขายทราบ

 

(6)       ผู้ขายส่งสินค้าให้ผู้ซื้อ

 

(7)       ผู้ซื้ออาจจะใช้อินเทอร์เน็ตในการติดต่อขอบริการหลังการขายจากผู้ขาย

 

 

 

 

 

 

 

2.4.2  ประเภทของอีคอมเมิร์ซ

 

               มีการแบ่งประเภทอีคอมเมิร์ซกันหลายแบบ เช่น แบ่งอีคอมเมิร์ซเป็น 5 ประเภท แบ่งอีคอมเมิร์ซเป็น 3 ประเภท แบ่งอีคอมเมิร์ซเป็น 6 ส่วน และแบ่งอีคอมเมิร์ซตามประเภทสินค้าเป็น 2 ประเภท เป็นต้น

 

อีคอมเมิร์ซ 5 ประเภท ถ้าจะแบ่งอีคอมเมิร์ซเป็น 5 ประเภทก็ได้ดังรูปที่ 2.1

 

 

 

 

 

 

 

 รูปที่ 2.1 อีคอมเมิร์ซ 5 ประเภท

 

(1)       ธุรกิจกับผู้ซื้อปลีกหรือบีทูซี (B-to-C=Business-to-Consumer) คือ ประเภทที่ผู้ซื้อปลีกใช้อินเทอร์เน็ตในการซื้อสินค้าจากธุรกิจที่โฆษณาอยู่ในอินเทอร์เน็ต

 

(2)       ธุรกิจกับธุรกิจหรือบีทูบี (B-to-B=Business-to-Business) คือ ประเภทที่ธุรกิจกับธุรกิจติดต่อซื้อขายสินค้ากันผ่านอินเทอร์เน็ต

 

(3)       ธุรกิจกับรัฐบาลหรือบีทูจี (B-to-G=Business-to-Government) คือ ประเภทที่ธุรกิจติดต่อกับหน่วยราชการ

 

(4)       รัฐบาลกับรัฐบาลหรือจีทูจี (G-to-G=Government to Government) คือ ประเภทที่หน่วยงานรัฐบาลหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งติดต่อกับหน่วยงานรัฐบาลอีกหน่วยงานหนึ่ง

 

(5)       ผู้บริโภคกับผู้บริโภคหรือซีทูซี (C-to-C=Consumer-to-Consumer) คือ ประเภทที่ผู้บริโภคประกาศขายสินค้าแล้วผู้บริโภคอีกรายหนึ่งก็ซื้อไป เช่น ที่อีเบย์ดอทคอม(Ebay.com) เป็นต้น ซึ่งผู้บริโภคสามารถจ่ายเงินให้กันทางบัตรเครดิตได้

 

 

 

อีคอมเมิร์ซ 3 ประเภท ถ้าจะแบ่งอีคอมเมิร์ซเป็น 3 ประเภท อาจจะแบ่งได้ ดังรูปที่ 2.2

 

 

 

 

 

รูปที่ 2.2 อีคอมเมิร์ซ 3 ประเภท

 

(1)       อีคอมเมิร์ซระหว่างผู้บริโภคกับธุรกิจ หรือ บีทูซี (B-to-C=Business-to-Consumer) ซึ่งอาจจะมีตัวอย่างดังต่อไปนี้

 

-                   การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้บริโภคกับธุรกิจโดยใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ กลุ่มสนทนา กระดานข่าว เป็นต้น

 

-                   การจัดการด้านการเงิน ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถจัดการเรื่องการเงินส่วนตัว เช่น ฝาก-ถอนเงินกับธนาคาร ซื้อขายหุ้นกับผู้ค้าหุ้น เช่น อีเทรด(www.etrade.com) เป็นต้น

 

-                   ซื้อขายสินค้าและข้อมูล  ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถซื้อขายสินค้าและดูข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตได้สะดวก

 

(2)       อีคอมเมิร์ซภายในองค์กรหรือแบบอินทราออร์ก (Intra-Org E-commerce) คือ การใช้อีคอมเมิร์ซในการช่วยให้บริษัทหรือองค์ใดองค์กรหนึ่งสามารถปรับปรุงการทำงานภายในและให้บริการลูกค้าได้ดีขึ้นดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

-                   การติดต่อสื่อสารภายในองค์กรจะสะดวกรวดเร็วจะได้ผลดีขึ้นโดยใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ วีดีโอคอนเฟอเรนซ์และป้ายประกาศ

 

-                   การปรับปรุงประสิทธิภาพพนักงานขาย  การใช้อีคอมเมิร์ซแบบนี้ช่วยปรับปรุงการสื่อสารระหว่างฝ่ายผลิตกับฝ่ายขายและระหว่างฝ่ายขายกับลูกค้าทำให้ได้ประสิทธิภาพดีขึ้น

 

 

 

(3)       อีคอมเมิร์ซระหว่างองค์กรหรือแบบอินเตอร์ออร์ก (Inter-Org E-commerce)  ซึ่งก็คือแบบเดียวกับแบบที่เรียกว่า บีทูบี (B-to-B=Business-to-Business) ทั้งนี้โดยมีตัวอย่างต่อไปนี้

 

-                   การจัดการสินค้าคงคลัง

 

-                   การจัดส่งสินค้า

 

-                   การจัดการช่องทางขายสินค้า

 

-                   การจัดการด้านการเงิน

 

อีคอมเมิร์ซ 6 ส่วน   ถ้าจะแบ่งอีคอมเมิร์ซเป็น 6 ส่วน แบ่งได้ดังรูปที่ 2.3

 

 รูปที่ 2.3 อีคอมเมิร์ซ 6 ส่วน

 

(1)       การขายปลีกทางอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเทลลิ่ง (E-tailing=Electronic Retailing) เป็นการขายสินค้าและบริการให้กับผู้บริโภคผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านคนกลางหรือตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์

 

(2)       การวิจัยตลาดทางอิเล็กทรอนิกส์หรือมาร์เก็ตอีรีเซิร์ช (Market E-research) คือ การใช้อินเทอร์เน็ตในการวิจัยตลาดแบบเดียวกับที่สำนักวิจัยเอแบค-เคเอสซีทำอยู่ จากการใช้อินเทอร์เน็ตนี้บริษัทห้างร้านสามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าปัจจุบัน และผู้ที่อาจจะเป็นลูกค้าในอนาคต ทั้งจากการลงทะเบียนเข้าใช้เว็บจากแบบสอบถามและจากการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าการวิจัยตลาดอินเทอร์เน็ตก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอีคอมเมิร์ซ

 

(3)       อินเทอร์เน็ตอีดีไอ คือ ระบบการแลกเปลี่ยนเอกสารทางธุรกิจระหว่างบริษัทคู่ค้าในรูปแบบมาตรฐานสากลจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง ซึ่งช่วยให้เกิดการถ่ายโอนแบบอิเล็คทรอนิคส์สำหรับงานเอกสารที่ใช้เป็นประจำ (Routine Document) ระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ ได้แก่ ใบสั่งซื้อ ใบปล่อยสินค้า

 

(4)       โทรสารและโทรศัพท์อินเทอร์เน็ต การใช้โทรสารและโทรศัพท์ทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ตหรือ วีโอไอพี (VoIP=Voice over IP) นั้นมีราคาต่ำกว่าการใช้โทรสารและโทรศัพท์ธรรมดา และอาจจะใช้เป็นส่วนหนึ่งของอีคอมเมิร์ซ

 

(5)       การซื้อขายระหว่างบริษัทกับบริษัท  บริษัทต่างๆ จำนวนมากในปัจจุบันติดต่อซื้อขายสินค้ากันโดยผ่านเว็บในอินเทอร์เน็ตซึ่งก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอีคอมเมิร์ซ

 

(6)       ระบบความปลอดภัยในอีคอมเมิร์ซ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของอีคอมเมิร์ซ ทั้งนี้ในปัจจุบันมีการใช้วิธีต่างๆ เช่น เอสเอสแอล (SSL=Secure Socket Layer) เซ็ต (SET=Secure Electronic Transaction) อาร์เอสเอ  (RSA=Rivest, Shamir and Adleman) ดีอีเอส (DES=Data Encryptioon Standard) และดีอีเอสสามชั้น (Triple DES) เป็นต้น

 

อีคอมเมิร์ซ 2 ประเภทสินค้า ถ้าจะแบ่งอีคอมเมิร์ซตามประเภทสินค้าก็แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ

 

(1)       สินค้าดิจิตอล เช่น ซอฟท์แวร์ เพลง วิดีโอ หนังสือดิจิตอล เป็นต้น ซึ่งสามารถส่งสินค้าได้โดยผ่านอินเทอร์เน็ต

 

(2)       สินค้าที่ไม่ใช่ดิจิตอล เช่น  สินค้าหัตถกรรม สินค้าศิลปชีพ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง เครื่องประดับ เครื่องจักรอุปกรณ์ เป็นต้น ซึ่งต้องส่งสินค้าทางพัสดุภัณฑ์ ผ่านไปรษณีย์หรือบริษัทรับส่งพัสดุภัณฑ์

 

2.4.3  แนวคิดของอีคอมเมิร์ซ จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วนหลักๆ คือ

 

(1)       Customer Relationship Management (CRM) การบริหารความสัมพันธ์ของลูกค้าเพราะลูกค้าคือส่วนสำคัญที่สุดและเป็นส่วนที่เป็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ บริษัทไม่สามารถที่จะพัฒนาได้ถ้าขาดความเชื่อมั่นจากลูกค้า เพราะฉะนั้นการปรับปรุงการโต้ตอบระหว่างลูกค้ากับกระบวนการต่างๆ ของธุรกิจ ที่เป็นกระบวนการย่อยซึ่งจะส่งผลต่อลูกค้าโดยรวม

 

(2)       Supply Chain Management (SCM) เป็นแนวคิดการผสานกลไกทางธุรกิจทั้งหมด ตั้งแต่การนำวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตจนกระทั่งส่งสินค้าถึงมือลูกค้า ช่วยให้บริษัทสร้างระบบการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสาร สินค้า และการบริการ ให้มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ  นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยระบบงานภายในและภายนอกบริษัท

 

(3)       Enterprise Resource Planning (ERP) เป็นการวางแผนบริหารทรัพยากรภายในองค์กร โดยการมุ่งเน้นที่จะปรับปรุงระบบการดำเนินงานและการพัฒนาบุคลากรขององค์กรเพื่อให้องค์กรมีขีดความสามารถ ในการแข่งขันซึ่งเป็นการผสานกลยุทธ์ทางธุรกิจ เทคโนโลยี และบุคลากรเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน 

สินค้านี้ยังไม่มีคนรีวิว
คำถาม
รายละเอียด
ชื่อผู้ถาม
ข้อมูลสำหรับการติดต่อกลับ (ไม่เปิดเผย เห็นเฉพาะเจ้าของร้าน)
อีเมล
เบอร์มือถือ
  • ถาม
สินค้านี้ยังไม่มีคนถามคำถาม
ธ.กสิกรไทย สาขาเสริมไทย ออมทรัพย์
เพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายและมิตรภาพที่ดีต่อกัน กรุณาทำความเข้าใจเงื่อนไข

 

 

MEMBER

เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)

STATISTICS

หน้าที่เข้าชม1,154,265 ครั้ง
ผู้ชมทั้งหมด516,488 ครั้ง
เปิดร้าน30 ก.ค. 2556
ร้านค้าอัพเดท22 ก.ค. 2561
Go to Top
พูดคุย-สอบถาม คลิก