lnwshop logo

โปรเจคระบบร้านรับทำป้าย

โปรเจคระบบร้านรับทำป้าย
โปรเจคระบบร้านรับทำป้าย thumbnail 1โปรเจคระบบร้านรับทำป้าย thumbnail 2โปรเจคระบบร้านรับทำป้าย thumbnail 3โปรเจคระบบร้านรับทำป้าย thumbnail 4โปรเจคระบบร้านรับทำป้าย thumbnail 5
หมวดหมู่ ระบบงานสำเร็จรูป(+เล่มรายงาน)
ราคา 3,500.00 บาท
สถานะสินค้า พร้อมส่ง
แก้ไขล่าสุด 11 ม.ค. 2561
ความพึงพอใจ ยังไม่มีความคิดเห็น
จำนวน
ชิ้น
หยิบลงตะกร้า
Share
Scan this!

ไฟล์ที่จะได้รับคือ ไฟล์โปรเจควีบี ไฟล์ฐานข้อมูลไมโคซอฟแอคเสส และไฟล์รูปเล่มรายงานครบทั้งเล่ม มากกว่าหนึ่งร้อยหน้า
ระบบพัฒนาด้วย Visual Studio 2015 ใช้ฐานข้อมูล Access

ตัวอย่างเนื้อหาข้อมูลในรูปเล่มรายงานบางส่วนดังนี้

บทที่ 1

บทนำ 

1.1 ประวัติความเป็นมา

ในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้เข้ามามีบทบาทในการเอื้ออำนวยความสะดวกเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากยิ่งขึ้นเนื่องด้วยวิถีการใช้ชีวิตของมนุษย์นั้นได้เปลี่ยนไปจากเดิมซึ่งรวมถึงอาชีพออกแบบงานโฆษณา นอกจากการใช้คอมพิวเตอร์ในการออกแบบแล้ว ต้องมีการเก็บประวัติการมาใช้บริการของลูกค้า ประวัติการทำงาน ประวัติพนักงาน การสั่งซื้อสินค้า การรับชำระเงินจากลูกค้า รวมถึงการจ่ายชาระเงินแก่ผู้ขายวัตถุดิบ ที่มีประสิทธิภาพเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการค้นหาข้อมูลลูกค้า การบริหารจัดการร้านดวงพรไวนิล //////////////////readypr0ject.com////////////////// ได้มีการให้บริการออกแบบป้ายโฆษณา ป้ายหน่วยงานทั้งราชการและเอกชน เช่น ตัวอักษรโลหะ ตัวอักษรอะคริลิก ป้ายไฟ เป็นต้น

โดยเจ้าของร้านเป็นผู้ดูแลทั้งงานออกแบบและงานเอกสารเอง เช่น งานด้านบัญชีรายรับ-รายจ่าย การสั่งซื้อวัตถุดิบ การเก็บข้อมูลลูกค่าที่มาใช้บริการ การับชาระเงิน เป็นต้น เป็นการบริหารจัดการที่ดำเนินงานด้วยการกรอกเอกสารที่สำคัญไว้ในแฟ้มเอกสาร ซึ่งอาจทำให้เกิดความยุ่งยาก ในการค้นหาข้อมูลการให้บริการ อาจเกิดการสูญหายได้ง่าย จาเป็นต้องนาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการระบบ//////////////////readypr0ject.com////////////////// เพื่อทำให้เกิดความถูกต้องและป้องกันการสูญหายของข้อมูลเนื่องจากข้อมูลจำนวนประวัติของผู้ลูกค้า จำนวนการทำป้าย จำนวนการรับชำระเงิน จำนวนของข้อมูลการสั่งซื้อวัตถุดิบนั้น มีจำนวนมาก

จากปัญหาที่เกิดขึ้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการพัฒนาระบบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วง่ายต่อการค้นหาและจัดเก็บ ข้อมูลต่าง ๆเกี่ยวกับร้าน สิ่งที่จะพัฒนาก็คือ พัฒนาให้ระบบสามารถเช็คจำนวนสินค้าคงคลังได้, บันทึกข้อมูลการทำป้ายลงในระบบได้, ตรวจสอบได้ว่ามีการรับงานเข้ามาทำเมื่อใด, พิมพ์ใบเสร็จรับเงินให้แก่ลูกค้าได้, พิมพ์รายงานการทำป้ายของลูกค้าได้ เป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มารับบริการ รวมถึงการลดความยุ่งยากภายในร้านได้อีกด้วย คุณกิตติ ภัคดีวัฒนกุล (2550) ได้กล่าวไว้ว่า การบริการ” (SERVICES) หมายถึงกิจกรรมที่ทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของบุคคลในสิ่งอำนวยประโยชน์ที่ไม่สามรถมองเห็นได้ แต่สามรถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้รับบริการ การบริการ” (SERVICES) เป็นกิจกรรม ผลประโยชน์หรือความพึงพอใจที่สนองความต้องการของลูกค้า เช่น ร้านทำป้ายคอมพิวเตอร์ ร้านทำป้ายโทรศัพท์ โรงเรียน โรงแรม โรงภาพยนตร์ โรงพยาบาล คลินิก ฯลฯ

เทคโนโลยีสารสนเทศ มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อองค์กร และหน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยงานของภาครัฐและเอกชนที่ประกอบธุรกิจด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจในปัจจุบันมีการแข่งขันทางด้านการตลาดที่สูงจึงทำให้เทคโนโลยีสารสนเทศมีความจำเป็นอย่างมากต่อองค์กรเพื่อใช้สารสนเทศสำหรับการบริการและจัดการทั้งในทางตรงและทางอ้อม เช่น การจัดการข้อมูล การตัดสินใจการประชาสัมพันธ์ เป็นต้น เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจอยู่ได้และมีผลประกอบการที่น่าพอใจ ยิ่งถ้าสารสนเทศมีความรวดเร็ว ถูกต้อง และทันต่อเหตุการณ์ จะทำให้ได้เปรียบในการประกอบธุรกิจมากยิ่งขึ้น การที่จะได้มาซึ่งสารสนเทศที่ดีจะต้องอาศัยระบบจัดการฐานข้อมูลที่ดี และมีความยืดหยุ่นเป็นที่รวบรวมข้อมูลและสนับสนุนข้อมูลให้กับองค์กร ร่วมกับการสื่อสาร เป็นส่วนช่วยในการกระจายข้อมูลไปยังส่วนต่างๆ ขององค์กร //////////////////readypr0ject.com//////////////////

 

1.2 วัตถุประสงค์

1.2.1เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการร้านรับทำป้ายร้านดวงพรไวนิล

1.2.2เพื่อออกแบบระบบงานบริการลูกค้าในปัจจุบันของทางร้านดวงพรไวนิล

 

1.3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1.3.1 ได้รูปแบบการพัฒนาระบบบริหารจัดการร้านรับทำป้ายร้าน//////////////////readypr0ject.com//////////////////

1.3.2 ได้โปรแกรมการพัฒนาระบบบริหารจัดการร้านรับทำป้ายร้าน//////////////////readypr0ject.com//////////////////

 

1.4 ขอบเขตของโครงงาน

1.4.1 บันทึกรายละเอียดของลูกค้าได้

1.4.2 บันทึกรายการสั่งทำป้ายได้

1.4.3 ตรวจเช็คสถานะรายการรับทำป้ายได้

1.4.4 ตรวจสอบป้ายได้

1.4.5 พิมพ์ใบเสร็จรับป้ายคืนได้

 

1.5 ขั้นตอนการดำเนินงานโครงงาน

1.5.1 ศึกษาและหาข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อที่จะทำโครงงาน

1.5.2 ทำการเตรียมเอกสารและแบบเสนอหัวข้อโครงงาน

1.5.3 เสนอหัวข้อโครงงาน

1.5.4 ศึกษาเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับโครงงาน

1.5.5 วิเคราะห์ระบบจากข้อมูล

1.5.6 ออกแบบระบบและฐานข้อมูล

1.5.7 ทำการเขียนโปรแกรม

1.5.8 ทดสอบและแก้ไขโปรแกรม

1.5.9 ทำรูปเล่มโครงงาน

 

1.6 เครื่องมือที่ใช้

1.6.1 ฮาร์ดแวร์

เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) Pentium Dual-Core

หน่วยความจำหลัก (Ram) 4 GB

หน่วยความจำสำรอง (Hard disk) 500 GB

1.6.2 ซอฟต์แวร์

Microsoft Window 7

Microsoft Access 2010

Microsoft Visual Basic 2008

1.7 นิยามคำศัพท์

1.7.1 ระบบฐานข้อมูล คือ เป็นฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลรายละเอียดการทำป้ายคอมพิวเตอร์และข้อมูลสินค้าต่างๆที่มีอยู่ภายในร้านหรือประวัติต่างๆ

1.7.2 ธุรกิจบริการ คือ การบริการที่ทาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของบุคคล ในสิ่งอำนวยประโยชน์ที่ไม่สามรถมองเห็นได้แต่สามรถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้รับบริการ

บทที่ 2

เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

 

 

ในการพัฒนาการพัฒนาระบบบริหารจัดการร้านรับทำป้าย ร้านดวงพรไวนิล ได้นำองค์ความรู้ต่างๆ มาใช้ประกอบการพัฒนาระบบเพื่อให้ระบบที่พัฒนาขึ้นมีความถูกต้องและมีหลักฐานทางวิชาการที่น่าเชื่อถือ โดยคณะผู้จัดทาได้ศึกษาเอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับโครงงานซึ่งมีดังต่อไปนี้

การพัฒนาระบบฐานข้อมูล ของร้านดวงพรไวนิล  ใช้เทคนิควิธีการและทฤษฎีที่สำคัญดังนี้

2.1 ธุรกิจบริการ

2.2 ระบบฐานข้อมูล

2.3 Microsoft Visual Basic 2008

 

2.1 ธุรกิจบริการ

2.1.1  ความหมายการบริการการบริการ” (SERVICES) หมายถึ//////////////////readypr0ject.com//////////////////ยประโยชน์ที่ไม่สามรถมองเห็นได้ แต่สามรถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้รับบริการ การบริการ” (SERVICES) เป็นกิจกรรม ผลประโยชน์หรือความพึงพอใจที่สนองความต้องการของลูกค้า เช่น โรงเรียน โรงแรม โรงภาพยนตร์ โรงพยาบาล ฯลฯ การบริการ” (SERVICES) หมายถึงกิจกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่จำต้องไม่ได้ แต่สามารถชี้ระบุและสร้างความพอใจแก่ผู้รับได้ บริการไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงอยู่กับการขายสินค้าและการขายบริการอื่น การให้บริการอาจจะใช้ หรือไม่ใช้สินค้าเป็นองค์ประกอบก็//////////////////readypr0ject.com//////////////////นส่วนประกอบก็จะไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้นไปให้ผู้ใช้บริการ

 

เพื่อมิให้เกิดความสับสนได้มีการขยายความหมายของบริการเพิ่มเติม ดังนี้

1) บริการ หมายรวมถึงกิจการเช่น การรักษาพยาบาล การมหรสพ และบริการทำป้ายแซมต่างๆ ทั้งนี้ไม่รวมยารักษาโรค และชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการทำป้ายแซม

2) การในที่นี้ไม่รวมถึง การให้สินเชื่อ การจัดส่งป้ายไวนิลและบริการอื่นๆ ซึ่งเป็นการกระทำร่วมกับการขายป้ายไวนิล

3) ผู้ใช้บริการอาจเข้าไปเป็นเจ้าของป้ายไวนิลหรือเป็นผู้ใช้สินค้าประกอบการใช้บริการแต่มีลักษณะเป็นเพียงชั่วคราวมิใช้เป็นการถาวรเช่น การเช่าห้องพักในโรงแรมหรือการเช่ารถยนต์

4) องค์การที่ให้บริการไม่เป็นผู้ผลิตสินค้าที่มีตัวตนขึ้นเพื่อการขายสินค้าที่ผลิตขึ้นมานั้นเอง

 

2.1.2 การจัดประเภทของธุรกิจบริการ สามารถจัดประเภทใหญ่ได้ 4 ลักษณะ คือ

1) เป็นการซื้อบริการและมีสินค้าควบมาด้วย เช่น ร้านอาหาร

2) ผู้ซื้อเป็นเจ้าของป้ายไวนิลและสินค้าไปขอรับบริการจากผู้ขาย เช่น บริการทำป้าย

3) ผู้ขายเป็นเจ้าของป้ายไวนิลและขายบริการให้กับผู้ซื้อ เช่น บริการเครื่องถ่ายเอกสาร บริการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์

4) เป็นการซื้อบริการโดยไม่มีตัวสินค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น สถาบันลดน้าหนัก สถาบันนวดแผนโบราณ ทันตแพทย์ ธนาคาร

2.1.3 ความสำคัญของบริการ การพิจารณาความสำคัญของบริการ อาจจะดูได้จากเรื่องต่างๆเช่นในส่วนเกี่ยวกับการดำรงชีวิตประจำวันของคนเราทุกคน บริการมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอย่างมาก เช่น ในเรื่องการศึกษา การรักษาพยาบาล คนรับใช้ ที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น ในส่วนเกี่ยวกับปริมาณค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเรื่องบริการมีอัตราส่วนเทียบต่อรายจ่ายของแต่ละบุคคลอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง

การดำเนินธุรกิจทั่วไป ในสมัยปัจจุบันมีการแข่งขันกันมาก ผู้ขายต้องพยายามที่จะจูงใจผู้ซื้อให้เหนือกว่าผู้ขายรายอื่นๆ วิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์คือ การเสนอให้บริการเพิ่มเติมจากการขายสินค้า

 

2.1.4 ประโยชน์ของบริการ งานด้านบริการมีคุณประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างมากมาย ถ้าเราจะพิจารณาตั้งแต่ระดับบุคคลซึ่งเป็นส่วนประกอบของสังคม เราจะเห็นว่ามนุษย์แต่ละคนจำเป็นต้องเกี่ยวพันกับงานด้านบริการในการดำรงชีวิต เช่น ด้านที่พักอาศัย การใช้น้ำประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ การให้การศึกษา การบันเ//////////////////readypr0ject.com//////////////////เห็นได้ว่ารายจ่ายเพื่อการบริการของแต่ละบุคคลในการดำรงชีพในปัจจุบันจะมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด และค่าใช้จ่ายจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

 

งานด้านบริการมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ในหลาย ๆ ด้านเพราะมนุษย์เล็งเห็นประโยชน์ของการบริการ ซึ่งเราจะพิจารณาทางด้านประโยชน์ของบริการแล้ว ก็พอสรุปได้ดังนี้

1. ช่วยให้เกิดการขยายตลาดสินค้าและบริการ

2. ช่วยให้เกิดการแข่งขัน

3. ช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ และเพิ่มรายได้

4. ช่วยให้คนมีงานทำมากขึ้น

5. ช่วยให้เกิดความเจริญในชุมชนโดยเท่าเทียมกัน

6. ช่วยให้เกิดการศึกษา และการประกอบอาชีพเฉพาะด้าน

7. ช่วยให้เกิดการแบ่งงานกันทำตามความเหมาะสม

8. ช่วยให้มนุษย์มีสุขภาพแข็งแรงและสุขภาพจิตดี

9. ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม

10. ช่วยให้ประชาชนมีการกินดีอยู่ดี

 

2.2 ระบบฐานข้อมูล (Data Base)

//////////////////readypr0ject.com//////////////////ด้นิยามคาว่า ฐานข้อมูล หมายถึง ชุดของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันถูกนามาจัดเก็บไว้ด้วยกัน เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลเหล่านั้นร่วมกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างของฐานข้อมูลอย่างง่ายๆ และเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรา ได้แก่ สมุดโทรศัพท์ ซึ่งเป็นการจัดเก็บรวบรวมรายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของผู้ที่เราต้องการติดต่อด้วย หรือการจัดเก็บข้อมูลค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว เป็นต้น การจัดเก็บข้อมูลจะมีประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อมีวิธีการจัดการข้อมูลที่ดี กล่าวคือ วิธีการจัดเก็บและค้นคืนข้อมูลต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว เช่น มีการจัดเก็บรายชื่อแบ่งตามตัวอักษร เป็นต้น โดยทั่วไปเมื่อข้อมูลมีขนาดใหญ่ขึ้น การสร้างฐานข้อมูลมักจะกระทำโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย เพื่อให้สามารถจัดเก็บและใช้ข้อมูลเหล่านี้ร่วมกัน ตลอดจนสามารถค้นคืนได้อย่างรวดเร็วสมจิตร อาจอินทร์ และงามนิจ อาจอินทร์ (2540 : 18-46) ได้นิยามคาว่า ฐานข้อมูล หมายถึง การเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันไว้ในที่เดียวกัน

2.2.1 โครงสร้างข้อมูลพื้นฐานที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลมีดังนี้

ข้อมูลพื้นฐานที่เล็กที่สุดภายในแฟ้มข้อมูล คือ บิต(Bit : Binary Digit) ซึ่งเป็นหน่วยข้อมูลพื้นฐานที่เก็บอยู่ในหน่วยความจาคอมพิวเตอร์ บิตนี้จะแทนด้วยตัวเลข 1 ตัวได้แก่ 1 หรือ 0 อย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกตัวเลข 1 หรือ 0 นี้ว่าเป็นบิต 1 บิต เมื่อนาบิตหลายบิตมาประกอบกัน โดยหนึ่งตัวอักขระ (Character) จะแทนด้วยบิต 7 หรือ 8 บิต ตัวอักขระแต่ละตัวจะเรียกได้อีกอย่างว่าไบท์ (Byte) ตัวอย่างเช่น ตัวอักขระ A เมื่อเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์จะเป็น 100000เป็นต้น ตัวอักขระแต่ละตัวจะถูกนำมาประกอบกันเป็นกลุ่มคำที่มีความหมายขึ้น เช่น กลุ่มตัวอักษรที่ประกอบกันเป็นชื่อหรือนามสกุล กลุ่มตัวเลขที่ประกอบกันเป็นรหัสประจำตัวเป็นต้น จะเรียกกลุ่มของตัวอักขระที่รวมกันขึ้นมานี้ว่าเป็น เขตข้อมูลหรือฟิลด์ (Field) เมื่อนาเขตข้อมูลมารวมกันจะเรียกว่าเป็น ระเบียนหรือเรคอร์ด (Record) ระเบียนแต่ละระเบียนของข้อมูลชนิดเดียวกันสามารถนำมารวมกันเป็นแฟ้มข้อมูลหรือไฟล์ (File)

จากนิยามของฐานข้อมูลหลายคนอาจจะคิดว่าถ้านำแฟ้มข้อมูลหลายแฟ้มข้อมูลมารวมกันไว้ในที่เดียวกันจะกลายเป็นฐานข้อมูลได้ ซึ่งข้อความนี้ยังไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะฐานข้อมูลจะเป็นยิ่งก//////////////////readypr0ject.com//////////////////เท่านั้น แต่ฐานข้อมูลยังต้องมีการเก็บคำอธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างของฐานข้อมูลที่เรียกว่าพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) ข้อมูลในฐานข้อมูลโดยทั่วไปจะถูกสร้างให้มีโครงสร้างที่ง่ายต่อความเข้าใจ และการใช้งานของผู้ใช้ โดยทั่วไปแล้วฐานข้อมูลที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะมีโครงสร้าง 3 แบบด้วยกัน คือ ฐานข้อมูลแบบลำดับขั้น (Hierarchical Data Base) ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Data Base) และฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Data Base)

การเก็บข้อมูลภายในฐานข้อมูลส่วนใหญ่จะเก็บไว้ในดิสค์ เพื่อให้เกิดระบบฐานข้อมูลที่ประสิทธิภาพดีนั้น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะใช้เก็บข้อมูลและประมวลผลฐานข้อมูลควรเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น ควรมีหน่วยความจาหลัก และหน่วยเก็บข้อมูลสารองที่มีความจุสูง เพื่อใช้เก็บข้อมูลที่อาจมีปริมาณมาก และนอกจากนี้ ควรมีหน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียู (CPU) ที่มีความเร็วในการทางานสูง เพื่อรองรับการทางานจากผู้ใช้หลายคน ที่อาจมีการอ่านเขียนข้อมูลหรือปรับปรุงข้อมูลพร้อมกันในเวลาเดียวกันอย่างรวดเร็ว เป็นต้น ระบบการจัดการฐานข้อมูล เรียกได้อีกอย่างว่า DBMS (Data Base Management System) เป็นซอฟต์แวร์ที่มีหน้าที่ให้บริการแก่ผู้ใช้งานฐานข้อมูลและผู้เขียนโปรแกรมในการจัดการกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล

การสร้างระบบฐานข้อมูลขึ้นมาใช้ในองค์กรใดจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบต่างๆ ได้แก่  ผู้พัฒนาฐานข้อมูล (Data Base Administrator หรือ DBA) และนักเขียนโปรแกรมจะเป็นผู้ที่ร่วมกันสร้างและพัฒนาฐานข้อมูลพร้อมกับโปรแกรมประยุกต์สาหรับใช้งานในระบบใดๆขึ้นมาตามความต้องการของผู้ใช้ซึ่งผู้ใช้งานอาจเป็นผู้บริหารขององค์กรที่ต้องการสารสนเทศที่สร้างขึ้นจากระบบฐานข้อมูลใน หรืออาจเป็นพนักงานทั่วไปขององค์กร ที่สามารถบันทึกข้อมูลหรือค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบ เพื่อดูหรือปรับปรุงข้อมูลในบางส่วนได้ ในการเรียกข้อมูลอาจทำ//////////////////readypr0ject.com//////////////////ยตรง หรือผ่านทางโปรแกรมประยุกต์ และ DBMS จะเป็นซอฟต์แวร์ที่มีการปฏิบัติการอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่เป็นเครื่องแม่ข่าย (Server) ในระบบเครือข่ายแบบใกล้ก็ได้ สำหรับฐานข้อมูลที่เก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆในระบบนั้น จะเก็บอยู่ในสื่อบันทึกข้อมูลคือดิสก์ เนื่องจากเป็นสื่อบันทึกข้อมูลที่มีความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลสูง สำหรับเทปมักใช้เป็นสื่อสำหรับการสำรองข้อมูลจากดิสก์ขึ้นมาเก็บไว้ เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับข้อมูล

2.2.2  วัฏจักรฐานข้อมูล (The Database Life Cycle : DBLC) ฐานข้อมูลมีวงจรชีวิตคล้ายกับวัฏจักรการพัฒนาระบบสารสนเทศ โดยที่วัฎจักรฐานข้อมูลประกอบด้วย 6 ขั้นตอน (วิเชียร เปรมชัยสวัสดิ์. 2546 : 140 - 143) แต่ละขั้นตอนมีคำอธิบายวิธีการดำเนินงานในการออกแบบระบบฐานข้อมูล เพื่อให้ได้ฐานข้อมูลที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้วางไว้ ดังนี้

1. การศึกษาเบื้องต้น การศึกษาเบื้องต้นมีวัตถุประสงค์ดังนี้เพื่อการวิเคราะห์สถานการณ์ขององค์กร หมายถึง สภาพโดยทั่ว ๆไปในการทำงาน การจัดการโครงสร้างและการปฏิบัติงาน การวิเคราะห์สถานการณ์ขององค์กรเป็นทางที่นักออกแบบจะต้องค้นหาองค์ประกอบการทำงานขององค์กร ว่ามีหน้าที่อย่างไร และมีผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างไร เช่น สภาพแวดล้อมในการทำงานขององค์กรเป็นอย่างไร และอะไรคือความต้องการในการปฏิบัติงาน การออกแบบที่ดีต้องเป็นที่น่าพึงพอใจต่อความต้องการในการปฏิบัติงาน, โครงสร้างขององค์กรเป็นอย่างไร จะต้องรู้ว่าใครเป็นผู้ควบคุมอะไรบ้าง และใครทำรายงานให้ใคร มีประโยชน์เมื่อต้องการกำหนดการไหลของข้อมูล รายงานเฉพาะรูปแบบของคิวรี และอื่นๆกำหนดปัญหาและข้อจากัด ข้อมูลที่ใช้ในการออกแบบอาจมาจากข้อมูลทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการถ้าร้านได้มีการจัดตั้งมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ย่อมต้องมีระบบอยู่แล้วในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง (ไม่ทำด้วยมือ ก็ทำด้วยคอมพิวเตอร์) ดังนั้นจึงต้องศึกษาว่าระบบที่มีอยู่นี้มีการทำงานอย่างไร ใช้ข้อมูลอะไรเป็นข้อมูลที่ป้อนเข้าสู่ระบบ และสร้างรายงานอะไรได้บ้าง มีการใช้รายงานเหล่านี้อย่างไรและใครเป็นผู้ใช้ปัญหาในการทำงานมีอะไรบ้างทั้งนี้เนื่องจากผู้ใช้มักจะไม่สามารถอธิบายขอบเขตของงานได้อย่างแม่นยำ หรือ อธิบายปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในกระบวนการทำงานได้อย่างไม่ชัดเจน ผู้ออกแบบจึงควรระมัดระวังอย่างยิ่งในการสรุปปัญหาต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นปัญหาจริงๆ ของระบบที่ต้องได้รับการแก้ไข

กำหนดจุดมุ่งหมาย ระบบฐานข้อมูลที่นำเสนอ อย่างน้อยที่สุดต้องสามารถช่วยแก้ปัญหาหลักๆที่พบได้ ในขั้นตอนการศึกษาเบื้องต้น ส่วนใหญ่จะต้องมีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาอยู่ด้วย ดังนั้นงานของนักออกแบบฐานข้อมูล คือ ทำให้มั่นใจว่าวัตถุประสงค์ของระบบฐานข้อมูลมีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ ส่วนใหญ่กระทำโดยการใช้คำถามดังนี้ วัตถุประสงค์แรกเริ่มขอระบบที่นำเสนอคืออะไร, ระบบนี้ต้องเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆที่มีอยู่ในร้านหรือไม่, ระบบนี้จะมีการใช้ข้อมูลร่วมกับระบบหรือผู้ใช้อื่นหรือไม่กำหนดขอบเขตของระบบ กำหนดโดยการออกแบบตามความต้องการในการปฏิบัติงาน

2. การออกแบบฐานข้อมูล การออกแบบฐานข้อมูลมีขั้นตอนคือการออกแบบเชิงแนวคิด กระทำด้วยการพัฒนาแบบจำลองข้อมูลให้มีความถูกต้องผู้ออกแบบจะต้องมีความละเอียดอ่อนและความเข้าใจถึงข้อมูลของร้านเป็นอย่างดี ต้องเข้าใจกฎทางธุรกิจ เนื่องจากกฎทางธุรกิจเป็นการอธิบายถึงนโยบาย กระบวนการหรือหลักการภายในลักษณะเฉพาะของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจนั้นๆ การออกแบบเชิงแนวคิดนี้สามารถแสดงด้วยแบบจำลอง อี-อาร์ แล้วต้องได้รับการตรวจสอบโดยการเทียบกับวัตถุประสงค์ของระบบการปฏิบัติ เพื่อทำให้แน่ใจยิ่งขึ้นว่าแบบจำลองฐานข้อมูลที่ออกแบบมาสามารถสนับสนุนการทำงานต่างๆได้อย่างถูกต้องครบถ้วนแล้วการเลือกโปรแกรมจัดการฐานข้อมูล ผู้ออกแบบต้องทราบถึงข้อจากัดของระบบจัดการฐานข้อมูล เพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลวในอนาคต โดยทั่วไปการตัดสินใจเลือกซื้อระบบจัดการฐานข้อมูลของร้านใดจะ//////////////////readypr0ject.com//////////////////จ่ายต่างๆ ราคา การทำป้ายบำรุง การติดตั้ง การปฏิบัติงาน ลิขสิทธิ์ การฝึกอบรม คุณลักษณะและเครื่องมือของระบบจัดการฐานข้อมูล รูปแบบฐานข้อมูล ความสามารถในการข้ามระบบและภาษา ความต้องการด้านฮาร์ดแวร์ของระบบจัดการฐานข้อมูล หน่วยความจำ และพื้นที่บนแผ่นจานแม่เหล็ก ในส่วนการออกแบบทางตรรกะ จะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจใช้รูปแบบเฉพาะของฐานข้อมูลจึงเป็นการแปลงการออกแบบระดับแนวคิดให้เป็นแบบจำลองของข้อมูลในระดับภายในตามระบบการจัดการฐานข้อมูล เช่น Access, DB2, MS SQL, Oracle, Ingress เป็นต้น การออกแบบทางกายภาพ คือ กระบวนการในการเลือกหน่วยจัดเก็บข้อมูล และลักษณะการเข้าถึงข้อมูลของฐานข้อมูล การสร้างดัชนี การจัดทำคลัสเตอร์

3. การติดตั้งระบบ การติดตั้งระบบฐานข้อมูลที่ได้ออกแบบมาแล้วขึ้นอยู่กับระบบจัดการฐานข้อมูลที่ใช้ด้วยโดยเริ่มต้นจากการสร้างฐานข้อมูล กำหนดผู้จัดการฐานข้อมูล กำหนดพื้นที่ที่ต้องการใช้สร้างตารางต่างๆที่ต้องใช้ในระบบ

4. การทดสอบและประเมินผล การทดสอบและประเมินผลเป็นกระบวนการในการตรวจสอบดูว่าระบบที่พัฒนาสามารถทำงานได้ตามที่ต้องการหรือไม่ ควรมีการเตรียมข้อมูลทดสอบไว้ล่วงหน้า

5. การดำเนินการ เมื่อฐานข้อมูลผ่านขั้นตอนการประเมินผลต่อไปเป็นขั้นการดำเนินงานเป็นระบบที่สมบูรณ์พร้อมให้ผู้ใช้ได้ใช้งาน

6.การบำรุงรักษาและการปรับปรุง หลังจากระบบได้เริ่มดำเนินการ ผู้จัดการฐานข้อมูลจะต้องเตรียมการบำรุงรักษาฐานข้อมูลดังนี้

6.1) การป้องกันระบบโดยการสำรองข้อมูลไว้

6.2) การแก้ไขระบบให้ถูกต้องโดนการกู้คืน

6.3) การปรับปรุงระบบโดยเพิ่มเอนทิตี้ แอตทริบิวต์ และอื่นๆ

 

2.2.3 แบบจำลองข้อมูล คือแบบจำลองที่ใช้เป็นแหล่งรวมของแนวความคิดที่นาเสนอเพื่อแสดงถึงความเป็นจริงของวัตถุ ข้อมูล และเหตุการณ์ รวมทั้งความสัมพันธ์ของสิ่งดังกล่าวให้มีความถูกต้องตรงกันตามกฎเกณฑ์ข้อกำหนด จุดประสงค์ของแบบจำลองข้อมูลก็คือการนำแนวความคิดต่างๆ มานำเสนอให้เกิดเป็นรูปแบบจำลองแผนภาพ เพื่อใช้สาหรับการสื่อสารระหว่างผู้ออกแบบฐานข้อมูลกับผู้ใช้ให้เกิดความเข้าใจตรงกัน และตัวอย่างของแบบจำลองแผนภาพที่นิยมก็คือ แผนภาพอีอาร์ (ER-Diagram)

1.ส่วนประกอบของแบบจำลองข้อมูล แบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน

1.1) ส่วนโครงสร้าง เป็นส่วนของกลุ่มสัญลักษณ์ รวมทั้งกฎระเบียบที่เห็นพ้องต้องกันเพื่อใช้ในการสร้างฐานข้อมูล เช่น การจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบของตาราง ซึ่งในตารางประกอบด้วยแถว (Row/Record) และคอลัมน์ (Column/Field)

1.2) ส่วนปรับปรุง จัดเป็นส่วนที่ใช้กำหนดชนิดของการปฏิบัติงานต่างๆกับข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย การอัพเดต หรือการเรียกดูข้อมูลจากฐานข้อมูลรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างฐานข้อมูล ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้ชุดคาสั่ง SQL ในการจัดการกับข้อมูล

1.3)ส่วนกฎความคงสภาพส่วนกฎความคงสภาพ เป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้ในการควบคุมความถูกต้องของข้อมูล เพื่อให้เกิดความมั่นใจในความถูกต้องและความแน่นอนของข้อมูลที่บันทึกลงในฐานข้อมูล

 

2.ประเภทแบบจำลองข้อมูล ยังสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ

2.1) แบบจำลองแนวความคิด คือแบบจำลองเชิงแนวคิด ที่ใช้อธิบายลักษณะโดยรวมของข้อมูลทั้งหมดในระบบ โดยนาเสนอในลักษณะแผนภาพซึ่งประกอบด้วยเอนทิตี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้ในระบบแบบจำลองเชิงแนวคิดนี้ต้องการนำเสนอให้เกิดความเข้าใจระหว่างผู้ออกแบบและผู้ใช้งาน กล่าวคือเมื่อเห็นภาพแบบจำลองดังกล่าวก็จะทำให้เข้าใจถึงข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องในระบบ สำหรับแบบจำลองเชิงแนวคิดจะไม่ขึ้นกับตัวซอฟต์แวร์ หรือตัวระบบจัดการฐานข้อมูลแต่อย่างใด แบบจำลองแนวความคิดจัดเป็นระยะเบื้องต้นของกระบวนการออกแบบฐานข้อมูลเท่านั้น หลังจากนั้นจึงค่อยพิจารณาถึงตัวระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ DBMS เพื่อใช้งานต่อไป ตัวอย่างแบบจำลองชนิดนี้ เช่น แผนภาพอีอาร์ (ER-Diagram) เป็นต้น

2.2) แบบจำลองเพื่อนำไปใช้ แบบจำลองชนิดนี้ เป็นแบบจำลองที่อธิบายถึงโครงสร้างข้อมูลของฐานข้อมูลเป็นสำคัญ ที่ใช้แสดงถึงรูปแบบเพื่อนำไปใช้กับระบบการจัดกาฐานข้อมูล หรือ //////////////////readypr0ject.com//////////////////ยแบบจำลองดังกล่าว ยังสามารถแบ่งเป็น 3 ประเภทพื้นฐานตามรูปแบบของแต่ละโครงสร้างของฐานข้อมูล ซึ่งจะกล่าวรายละเอียดในหัวข้อแบบจำลองฐานข้อมูลต่อไป

2.2.1 ง่ายต่อความเข้าใจ แบบจำลองข้อมูลที่ดีควรใช้กฎเกณฑ์ทั่วไปโดยมีข้อมูลแอตทริบิวต์ ที่ใช้อธิบายรายละเอียดของแต่ละเอนทิตี้

2.2.2 มีสาระสำคัญและไม่ซ้าซ้อน หมายถึง แอตทริบิวต์ในแต่ละเอนทิตี้ไม่ควรมีข้อมูลซ้ำซ้อน โดยบางแอตทริบิวต์อาจเป็นคีย์นอก เพื่อใช้สำหรับอ้างอิงข้อมูลในอีกเอนทิตี้หนึ่งก็ได้

2.2.3 มีความยืดหยุ่นและง่ายต่อการปรับปรุงในอนาคต แบบจำลองข้อมูลที่ดีควรมีความยืดหยุ่น โดยไม่ขึ้นกับตัวแอพลิเคชันโปรแกรม และสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้าง ซึ่งการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างดังกล่าว จะไม่ส่งผลกระทบต่อโปรแกรมที่ใช้งานอยู่

2.3) แบบจำลองฐานข้อมูล (Database Model) จากรายละเอียดที่อธิบายในข้างต้น ทำให้ทราบว่าแบบจำลองข้อมูลนั้น คือเทคนิคที่ใช้ในการจัดโครงสร้างและความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในระบบ ซึ่งในบางครั้งแบบจำลองข้อมูลก็อาจเรียกว่าแบบจำลองฐานข้อมูลก็ได้ อันเนื่องมาจาก ท้ายสุดแล้วแบบจำลองข้อมูลนั้น ก็จะนำไปพัฒนาในฐานข้อมูลนั่นเอง

สำหรับโครงสร้างรูปแบบการจัดการฐานข้อมูล ในปัจจุบันมีหลายรูปแบบด้วยกัน ซึ่งแต่ละรูปแบบต่างก็มีคุณสมบัติ และโครงสร้างที่แตกต่างกัน การตัดสินใจเลือกใช้แบบจำลองฐานข้อมูลชนิดใดเป็นสิ่งสำคัญต่อการออกแบบฐานข้อมูล โดยรายละเอียดการจัดการฐานข้อมูลจะต้องสนับสนุนหรือตั้งอยู่บนพื้นฐานของแบบจำลองฐานข้อมูล ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวเพียง 3 รูปแบบพื้นฐานดังนี้

3.แบบจำลองฐานข้อมูลลำดับชั้น (Hierarchical Database Model) แบบจาลองชนิดนี้ ไฟล์ข้อมูลจะถูกจัดเก็บในรูปแบบโครงสร้างแบบบนลงล่าง (Top-Down) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับโครงสร้างต้นไม้ (Tree Structure) ที่เป็นลำดับชั้น

รูปภาพที่ 2.1 แสดงแบบจำลองฐานข้อมูลลำดับชั้น

 

ไฟล์ข้อมูลของแบบจำลองฐานข้อมูลแบบลำดับชั้นนี้ จะมีความสัมพันธ์ในลักษณะหนึ่งต่อกลุ่ม (One-to-Many) ไฟล์ในระดับสูงสุดจะเรียกว่ารากหรือ Root และในระดับล่างสุดจะเรียกว่าใบหรือ Leaves ไฟล์ต่างๆ จะมีเพียงพ่อเดียว (One Parent) เท่านั้นและสามารถแตกสาขาออกเป็นหลายๆไฟล์ซึ่งเรียกว่าไฟล์ลูก (Children Files)//////////////////readypr0ject.com//////////////////ชั้นนี้เป็นสถาปัตยกรรมฐานข้อมูลที่เก่าแก่ที่สุด และเนื่องจากมีความสัมพันธ์แบบพ่อ/ลูก (Parent/Child) ดังนั้นความถูกต้องในข้อมูลย่อมมีความคงสภาพ แต่ในปัจจุบันไม่นิยมใช้กันแล้วเนื่องจากความยากต่อการพัฒนาแอบพลิเคชันเพื่อใช้งานฐานข้อมูลชนิดนี้ และการปรับปรุงโครงสร้างก็มีความยืดหยุ่นต่ำ รวมทั้งเป็นโครงสร้างที่ไม่สามารถกำหนดความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม (Many-to-Many) ได้

4.แบบจำลองฐานข้อมูลเครือข่าย (Network Database Model) แบบจำลองชนิดนี้มีลักษณะโครงสร้างที่คล้ายกับโครงสร้างแบบลำดับชั้น แต่จะมีความแตกต่างกันตรงที่ไฟล์แต่ละไฟล์สามารถที่จะมีความสัมพันธ์กันได้หลายๆไฟล์ จึงมีความยืดหยุ่นที่สูงกว่าแบบจำลอง

ฐานข้อมูลลำดับชั้นที่มีได้เพียงพอเดียวเท่านั้น แบบจำลองฐานข้อมูลเครือข่ายจะใช้ตัวชี้ (Pointer) เป็นตัวโยงความสัมพันธ์ระหว่างเรคอร์ดในไฟล์ต่างๆ รวมทั้งสนับสนุนความสัมพันธ์ทั้งแบบหนึ่งต่อกลุ่ม (One-to-Many) และความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม (Many-to-Many) นอกจากนี้แบบจำลองฐานข้อมูลเครือข่ายยังสามารถนาอัลกอริทึมการแฮชชิ่ง (Hashing) มาค้นหาเรคอร์ดที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งการแฮชชิ่งเป็นฟังก์ชันความสัมพันธ์ระหว่างคีย์ของข้อมูลกับตำแหน่งแอดเดรสที่บันทึกอยู่ในสื่อจัดเก็บข้อมูล โดยสมมติว่าในเรคอร์ดของนักศึกษามีแอตทริบิวต์ซึ่งประกอบด้วย รหัสนักศึกษา, ชื่อ, สกุล, ที่อยู่

5.แบบจำลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database Network) แบบจำลองชนิดนี้ จัดเป็นแบบจำลองที่มีความแพร่หลายมากที่สุดในปัจจุบัน สาเหตุที่แบบจำลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายก็เพราะว่า แบบจำลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์นี้ ได้นำเสนอมุมมองของข้อมูลในลักษณะตาราง 2 ที่ทำให้สามารถสื่อความหมายให้คนทั่วไปเข้าใจโดยง่าย

ข้อมูลที่จัดเก็บลงในตาราง หรือในรีเลชัน จะประกอบได้ด้วยแถวและคอลัมน์ โดยข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ในตารางก็สามารถจัดเก็บข้อมูลในส่วนของตน และยังสามารถกำหนดให้มีความสัมพันธ์กับตารางอื่นๆได้ด้วยคีย์ โดยสามารถกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างตาราง ไม่ว่าจะเป็นแบบหนึ่งต่อกลุ่ม (One-to-Many) หรือแบบกลุ่มต่อกลุ่ม (Many-to-Many)

ปัจจุบัน มีโปรแกรม DBMS หรือระบบการจัดการฐานข้อมูลมากมาย ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้จัดการกับแบบจำลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ รวมถึงสนับสนุนการทำงานด้วยชุดคาสั่ง SQL มาตราฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) ที่ประกอบด้วยตารางต่างๆมากมาย ด้วยการใช้คีย์ในการกำหนดความสัมพันธ์

6.ข้อดีและข้อเสียของแบบจำลองฐานข้อมูลแต่ละชนิด ต่างก็ได้รับการออกแบบตามสถาปัตยกรรม ตามกาลเวลา บนเทคโนโลยีที่เหมาะสมในแต่ละยุคสมัย ซึ่งแต่ละชนิดของแบบจำลองฐานข้อ//////////////////readypr0ject.com//////////////////อเสียที่แตกต่างกันไป โดยสามารถแจงรายละเอียดได้ดังต่อไปนี้

 

แบบจำลองฐานข้อมูลลาดับชั้น

ข้อดี

1.มีโครงสร้างที่เข้าใจง่าย ซึ่งมีโครงสร้างแบบต้นไม้

2. มีโครงสร้างที่ซับซ้อนน้อยที่สุด และเหมาะกับข้อมูลที่มีความสัมพันธ์แบบ One-to-Many เท่านั้น

3.เหมาะกับข้อมูลที่มีการเรียงลาดับแบบต่อเนื่อง

4.ป้องกันความปลอดภัยในข้อมูลที่ดี เนื่องจากต้องอ่านข้อมูลที่เป็นต้นกำเนิดก่อนั่นหมายถึงความสามารถในการควบคุมความถูกต้องในข้อมูลได้เป็นอย่างดี

ข้อเสีย

1. ไม่สามารถรองรับข้อมูลที่มีความสัมพันธ์ในลักษณะ Many-to-Many ได้

2. มีความยืดหยุ่นต่ำ กล่าวคือหากมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายใน ก็จะสร้างความยุ่งยากมาก เนื่องจากภายในโครงสร้างจะมีความสัมพันธ์ในรูปแบบของพ่อ / ลูกหรือเป็นโครงสร้างแบบต้นไม้ ทำให้เกิดความยุ่งยาก และซับซ้อนนั่นเอง

3. เนื่องจากในการเรียกใช้ข้อมูลจำเป็นต้องผ่านต้นกำหนดหรือราก (Root) เสมอ ดังนั้น ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องค้นหาในระดับล่างๆก็จะต้องค้นหาทั้งแฟ้มตั้งแต่ต้นจนจบ

4. การพัฒนาโปรแกรมค่อนข้างยาก เพราะต้องทราบถึงโครงสร้างทางกายภาพของข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ในฐานข้อมูล

 

7.แบบจำลองฐานข้อมูลเครือข่าย

ข้อดี

1. สนับสนุนความสัมพันธ์แบบ Many-to-Many

2. ความซ้ำซ้อนในข้อมูลเกิดขึ้นน้อยกว่าแบบลำดับชั้น

3. สามารถเชื่อมโยงข้อมูลแบบไป-กลับได้

4. มีความยืดหยุ่นในด้านของการค้นหาข้อมูลดีกว่า โดยจะใช้ตัวชี้ (Pointer) ในการเข้าถึงข้อมูลได้ทันที 

 

ข้อเสีย

1. เนื่องจากสามารถเข้าถึงเรคอร์ดที่ต้องการได้โดยตรงโดยผ่านตัวชี้ จึงทำให้การป้องกันความปลอดภัยของข้อมูลมีต่ำ

2. สิ้นเปลืองเนื้อที่หน่วยความจำในการเก็บตัวชี้ (Pointer)

3. การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างยังมีความยุ่งยากอยู่เช่นเดิม เช่น ในกรณีที่มีการแทรกข้อมูล ก็จาเป็นต้องมีการปรับตำแหน่งแอดเดรสของตัวชี้ใหม่

 

8.แบบจำลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์

ข้อดี

1. มีความเข้าใจและสื่อสารได้เข้าใจง่าย เนื่องจากนำเสนอในรูปแบบของตารางที่ประกอบด้วยแถวและคอลัมน์ ทำให้สามารถสื่อสารให้เข้าใจโดยง่าย

2. สามารถเลือกวิวข้อมูลตามเงื่อนไขได้ในหลายคีย์ฟิลด์

3. ความซับซ้อนในข้อมูลมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับแบบจำลองฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น และแบบจำลองฐานข้อมูลเครือข่าย

4. มีระบบความปลอดภัยที่ดี เนื่องจากนาเสนอข้อมูลเป็นรูปแบบตารางก็จริง แต่เพื่อวัตถุประสงค์ให้ผู้ใช้งานเข้าใจได้โดยง่าย แต่โครงสร้างข้อมูลภายในดังกล่าว ผู้ใช้งานจะไม่ทราบถึงกระบวนการจัดเก็บข้อมูลภายในฐานข้อมูลว่าแท้จริงมีการจัดเก็บอยู่ในรูปแบบใด

5. โครงสร้างข้อมูลมีความอิสระจากโปรแกรม และเป็นแ//////////////////readypr0ject.com//////////////////านนิยมใช้มากที่สุด โดยปัจจุบัน โปรแกรม DBMS ที่ใช้จัดการข้อมูลในฐานข้อมูล ส่วนใหญ่ก็พัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับการใช้งานบนฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์แทบทั้งสิ้น

 

ข้อเสีย

1. จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายในระบบค่อนข้างสูง เนื่องจากทรัพยากรทั้งตัวฮารด์-แวร์และซอฟต์แวร์ที่นำมาใช้มีความสามารถสูง กล่าวคือ ตัวโปรแกรมระบบการจัดการฐานข้อมูลหรือ DBMS ที่มีประสิทธิภาพสูง มักมีความต้องการเป็นเครื่องที่มีความสามารถสูงเช่นกัน ประกอบกับราคาของ DBMS ก็มีราคาสูงด้วย เช่น โปรแกรม Oracle ซึ่งจัดเป็น DBMS ตัวหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูง รองรับจำนวนข้อมูลมหาศาล แต่ก็มีราคาหลักแสนบาทขึ้นไป เป็นต้น

2. เนื่องจากไม่ทราบถึงกระบวนการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลที่แท้จริงเป็นอย่างเป็นไร ทำให้การแก้ไขปรับปรุงแฟ้มข้อมูลมีความยุ่งยาก

 

2.2.4 โครงสร้างข้อมูลเชิงสัมพันธ์ จะประกอบด้วยส่วนสำคัญดังนี้คือซึ่งสามารถอธิบายในรายละเอียดได้ดังต่อไปนี้

1. รีเลชัน (Relation) หมายถึง ตารางสองมิติ ซึ่งประกอบด้วยคอลัมน์ แถว ละรีเลชันจะต้องได้รับการออกแบบด้วยการนอมัลไลเซชัน (Normalization) เพื่อลดความซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาดจากการเพิ่ม ลบ หรือปรับปรุงข้อมูล เพื่อให้การจัดการฐานข้อมูลเป็นไปอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ

2. แอตทริบิวต์ (Attribute) หมายถึง ชื่อคอลัมน์ของรีเลชัน ซึ่งปกติแล้วรีเลชันนั้นจะประกอบด้วยคอลัมน์และแถวเพื่อจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ดังนั้นจะเห็นได้ว่ารีเลชันจะนำเสนอในลักษณะตารางสองมิติ โดยแต่ละแถวในตารางจะประกอบด้วยเรคอร์ดที่มีข้อมูลที่แตกต่างกันไป ในขณะที่คอลัมน์ของแต่ละแถวนั้นคือชื่อแอตทริบิวต์ ตัวอย่างเช่น รีเลชัน Salesman จะประกอบด้วยแอตทริบิวต์ SalesNo, SalesName, Sex, Address, Province, Commission, Rate

3. โดเมน (Domain) แนวคิดของโดเมน เป็นการกำหนดขอบเขตค่าข้อมูลและชนิดข้อมูลให้กับแอตทริบิวต์ นอกจากนี้ แนวคิดโดเมนยังอนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถกำหนดขึ้นเองได้โดยอิสระ ซึ่งถือเป็นการหลีกเลี่ยงการป้อนข้อมูลผิดพลาด แต่อย่างไรก็ตาม แนวคิดโดเมนก็ใช่ว่าสามารถนาไปใช้ได้กับทุกแอตทริบิวต์ การกำหนดโดเมนกับค่าข้อมูลบางอย่างแลดูไม่เหมาะสมนัก เช่น ชื่อถนน เบอร์โทรศัพท์ ถือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกำหนดโดเมนให้กับข้อมูลได้ แต่อย่างไรก็ตาม การจัดการโดเมนก็ใช่ว่าจะสามารถจัดการได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวระบบการจัดการฐานข้อมูลที่ใช้เป็นสำคัญ

4. ทูเพิล (Tuple) คือแถวแต่ละแถวในรีเลชัน ซึ่งก็คือเรคอร์ดนั่นเอง

5.  ดีกรี (Degree) คือจานวนแอตทริบิวต์ที่บรรจุอยู่ในรีเลชัน

6. คาร์ดินาลิตี้ (Cardinality) คือจำนวนทูเพิลที่บรรจุอยู่ในรีเลชันหนึ่งที่ไปมีความสัมพันธ์ในทูเพิลของอีกรีเลชันหนึ่ง สำหรับศัพท์ทางเทคนิคในฐานข้อมูล จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างจากเดิมที่คุ้นเคยกันแต่ก็มีความหมายเดียวกัน เช่น ในแต่ละแถวของรีเลชันจะเรียกว่า ทูเพิล (Tuple) ซึ่งก็คือ แถว (Row) นั่นเอง ขณะที่คอลัมน์จะเรียกว่า แอตทริบิวต์ (Attribute) ซึ่งก็คือ ฟิลด์ (Field) นั่นเอง

 

2.2.5 คุณสมบัติของรีเลชัน มีคุณสมบัติต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. รีเลชันต้องมีชื่อกำกับ โดยชื่อของแต่ละรีเลชันจะต้องแตกต่างกัน กล่าวคือจะมีชื่อรีเลชันที่ซ้ำกันไม่ได้

2. ชื่อของแต่ละแอตทริบิวต์ในรีเลชันนั้นๆต้องแตกต่างกัน จะมีชื่อแอตทริบิวต์ซ้ำกันไม่ได้

3. ค่าข้อมูลในแอตทริบิวต์เป็นไปตามข้อกำหนดของโดเมนในแอตทริบิวต์

4. การเรียงลำดับของแต่ละแอตทริบิวต์ไม่มีความสำคัญใดๆ

5. แต่ละทูเพิลต้องมีความแตกต่างกัน จะไม่มีทูเพิลที่ซ้ำกัน

6. การเรียงลำดับของทูเพิลไม่มีความสำคัญใดๆ

2.2.6 คีย์ (Keys) เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์นั้นจะจัดเก็บข้อมูลในลักษณะของตาราง 2 มิติที่ประกอบไปด้วยจำนวนแถวและคอลัมน์ ดังนั้น จึ//////////////////readypr0ject.com//////////////////นดคอลัมน์หรือกลุ่มของคอลัมน์เพื่อใช้สำหรับระบุแถวต่างๆ เพื่อทำให้แต่ละแถวมีความแตกต่างกันหรือมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน การกระทำดังกล่าวเรียกว่าคีย์ (Keys) นั่นเอง โดยคีย์ยังประกอบด้วยคีย์ชนิดต่างๆ ดังนี้

1. คีย์คู่แข่ง (Candidate Key) จะใช้สำหรับเป็นตัวกำหนดแอตทริบิวต์ที่ต้องการ เพื่อนำไปพิจารณาว่าเห็นสมควรให้เป็นคีย์หลัก หรือคีย์สารองต่อไป

2. คีย์หลัก (Primary Key) คือคีย์คู่แข่งที่ผ่านการถูกเลือกให้เป็นคีย์หลัก และใช้ในการอ้างอิงความเป็นเอกลักษณ์ เช่น หมายเลขพนักงาน รหัสประจำตัวนักศึกษา หมายเลขบัตรประชาชน ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นคีย์หลักได้ เนื่องจากแต่ละคนจะมีรหัสที่ไม่ซ้ำกันกับผู้อื่น ยกตัวอย่างเช่น รหัสพนักงานหมายเลข 112304 เป็นของพนักงานชื่อ นางสาวจริงใจ แสนดี หรือรหัสนักศึกษาหมายเลข 1145368725 เป็นของนักศึกษาชื่อ นายสมรักษ์ ขี้โม้ ซึ่งรหัสดังกล่าวจะไม่มีการซ้ำกับรหัสอื่นๆได้ เนื่องจากถูกกำหนดให้เป็นคีย์นั่นเอง

3. คีย์สำรอง (Secondary Key) คือคีย์คู่แข่งที่ไม่ได้ถูกเลือกให้เป็นคีย์หลัก กล่าวคือคีย์สำรองนี้เมื่อนาไปใช้ในการค้นหาข้อมูลจากความสัมพันธ์จะได้มากกว่าหนึ่งเรคอร์ด นั่นเป็นเพราะว่าคีย์สำรองนั้นจะไม่มีความเป็นเอกลักษณ์เหมือนกับคีย์หลัก เช่น ได้มีการพิจารณาให้นามสกุลเป็นคีย์สำรอง เมื่อทำการค้นหาข้อมูลด้วยคีย์ดังกล่าว ก็อาจประกอบด้วยคนในครอบครัวหลายๆคนด้วยกันที่มีนามสกุลนี้ เป็นต้น

4. คีย์นอก (Foreign Key) ประกอบด้วยแอตทริบิวต์หรือกลุ่มของแอตทริบิวต์ในรีเลชันหนึ่งที่มีคุณสมบัติเป็นคีย์หลักและไปปรากฏในอีกรีเลชันหนึ่ง ซึ่งคีย์นอกจัดเป็นคีย์ที่สำคัญมากในฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ เพราะว่าเป็นตัวที่ใช้ในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างรีเลชัน

5. คีย์รวม (Composite Key) คือคีย์ที่ประกอบด้วยกลุ่มของแอตทริบิวต์ ที่รวมกันเป็นคีย์หลัก

แผนภาพอีอาร์ (Entity Relationship Diagram: ER-Diagram) จัดเป็นแบบจำลองชนิดหนึ่ง ที่ใช้นำเสนอรายละเอียดหรือข้อมูลต่างๆในธุรกิจว่ามีเอ็นทิตี้อะไรบ้าง แต่ละเอ็นทิตี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร โดยแผนภาพดังกล่าว จะมีการกำหนดสัญลักษณ์เพื่อใช้งานในการวาดแผนภาพ รวมถึงสัญลักษณ์การเชื่อมโยงความสัมพันธ์

2.2.7 ส่วนประกอบของ ER-Diagram เนื่องจากว่า ER-Diagram เป็นการนำเสนอเพียงระดับแนวความคิด ดังนั้นรายละเอียดต่างๆจะไม่ได้กล่าวถึง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถมองภาพของข้อมูลในระบบในภาพรวมก่อน ซึ่งจัดเป็นเพียงหลักการ และไม่ขึ้นกับ DBMS โดย ER-Diagram จะประกอบด้วย เอ็นทิตี้ (Entity)คือบุคคล สถานที่ วัตถุ หรือเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดกลุ่มของข้อมูลที่ต้องการจัดเก็บ รวมทั้งสามารถบ่งชี้ถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ โดยตัวอย่างของแต่ละเอ็นทิตี้ต่างๆ ประกอบด้วย

บุคคล/หน่วยงาน เช่น Customer, Department, Division, Employee, Student, Supplier

สถานที่ เช่น Building, Room, Branch Office, Campus

วัตถุ เช่น Book, Machine, Product, Part, Raw Material

เหตุการณ์ เช่น Invoice, Order, Registration, Reservation

 

แอตทริบิวต์ (Attribute) คือคุณสมบัติของเอ็นทิตี้ เช่น เอ็นทิตี้ Customer ประกอบด้วยแอตทริบิวต์ดังนี้

- รหัสลูกค้า (CusNo)

- ชื่อ (Name)

-ที่อยู่ (Address)

- จังหวัด (Province)

- รหัสไปรษณีย์ (PostCode)

- ยอดค้างชาระคงเหลือ (Balance)

- วงเงินเครดิต (CreditLimit)

- รหัสพนักงานขาย (SalesNo)

 

2.2.8 ความสัมพันธ์ (Relationship) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเอ็นทิตี้ ซึ่งเป็นไปตามชนิดของความสัมพันธ์ โดยอาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเอ็นทิตี้ เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในทางธุรกิจระหว่างหนึ่งเอ็นทิตี้หรือมากกว่า ความสัมพันธ์จะนำเสนอด้วยเหตุการณ์เชื่อมโยงในเอ็นทิตี้ เช่น พนักงานขายจะมีความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ตนดูแลอยู่ นักศึกษาจะมีความสัมพันธ์กับรายวิชาที่ตนลงทะเบียน เป็นต้น ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างเอ็นทิตี้ ยังสามารถแบ่งออกเป็น

1).ความสัมพันธ์แบบ Unary

2) ความสัมพันธ์แบบ Binary

3) ความสัมพันธ์แบบ Ternary

4) ความสัมพันธ์แบบ Quaternary

2.2.9 กฎเกณฑ์ข้อกำหนดในความสัมพันธ์ (Constraints) ข้อกำหนดในความสัมพันธ์ เป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้เป็นข้อบังคับหรือเงื่อนไขเพื่อให้การจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลเป็นไปอย่างเหมาะสม และมีความถูกต้อง โดยข้อกำหนดจะเป็นเงื่อนไขที่ใช้บังคับส่วนต่างๆ ในแบบจำลองซึ่งโปรแกรมจะต้องรักษาให้ถูกต้องตามความเป็นจริงเสมอ

1. ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One-to-One Relationship) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเอ็นทิตี้หนึ่งไปมีความสัมพันธ์กับอีกเอ็นทิตี้หนึ่งเพียงหนึ่งรายการเท่านั้น

2.ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม (One-to-Many Relationship) เป็นความสัมพันระหว่างเอ็นทิตี้หนึ่งไปมีความสัมพันธ์กับอีกเอ็นทิตี้หนึ่งมากกว่าหนึ่งรายการเท่านั้น

3. ความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม (Many-to-Many Relationship) เป็นความสัมพันธ์แบบหลายรายการระหว่างเอ็นทิตี้ทั้งสอง

2.2.10 การนอร์มัลไลเซชัน เป็นกระบวนการนำโครงร่างของรีเลชันมาแตกเป็นรีเลชันต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า รูปแบบบรรทัดฐานหรือที่มักเรียกว่า Normal Form (NF) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้รีเลชันที่ได้รับการออกแบบนั้นอยู่ในรูปแบบบรรทัดฐานระดับที่เหมาะสม และทำให้รีเลชันหรือตารางที่ได้จากกระบวนการดังกล่าวไม่เกิดการซ้ำซ้อนในข้อมูล

กระบวนการนอร์มัลไลเซชันได้พัฒนาขึ้นโดย E.F.Codd (1972) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์ รีเลชันให้อยู่ในรูปแบบของนอมัลฟอร์ม ซึ่งมีอยู่ 3 ระดับด้วยกัน คือ

1. นอร์มัลฟอร์มระดับที่ 1 หรือเรียกว่า 1NF

2. นอร์มัลฟอร์มระดับที่ 2 หรือเรียกว่า 2NF

3. นอร์มัลฟอร์มระดับที่ 3 หรือเรียกว่า 3NF

 

นอกจากนี้ยังมีระดับที่ทำให้นอร์มัลฟอร์มระดับที่ 3 มีความแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม เรียกว่า BCNF ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย R Boyce และ E.F.Codd โดยนอร์มัลฟอร์มทุกระดับจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของฟังก์ชันการขึ้นต่อกันระหว่างแอตทริบิวต์ของรีเลชัน

นอร์มัลฟอร์มในระดับที่สูงขึ้นไปอีกที่อยู่ถัดจาก BCNF ก็ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาคือ นอร์มัลฟอร์มระดับที่ 4 (4NF) และนอร์มัลฟอร์มระดับที่ 5 (5NF) ซึ่งพัฒนาโดย Fagin (1977,1979) อย่างไรก็ตามรูปแบบนอร์มัลฟอร์มระดับที่ 4 และระดับที่ 5 ในเชิงปฏิบัติจะเกิดขึ้นได้ยาก โดยที่เราสามารถออกแบบใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นในที่นี้จึงขอกล่าวถึงนอร์มัลฟอร์มในระดับที่ 1ถึงระดับที่ 3 เป็นสำคัญ

1.จุดประสงค์การนอร์มัลไลเซชัน คือ

1.1 ลดเนื้อที่ในการจัดเก็บข้อมูล กระบวนการนอร์มัลไลเซชัน เป็นการออกแบบเพื่อลดความซ้ำซ้อนในข้อมูล ดังนั้นการลดความซ้ำซ้อนในข้อมูล ย่อมทำให้ลดเนื้อที่ในการจัดเก็บข้อมูลตามมาด้วย

1.2 ลดปัญหาข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เมื่อข้อมูลไม่มีความซ้ำซ้อน ในการปรับปรุงข้อมูลก็สามารถปรับปรุงข้อมูลได้จากแหล่งข้อมูลเพียงแหล่งเดียว จึงช่วยลดปัญหาการปรับปรุงข้อมูลไม่ถูกต้องได้ ซึ่งหมายรวมถึงการลดปัญหาจากการเพิ่มข้อมูล ลบข้อมูล ปรับปรุงข้อมูล

2.ฟังก์ชันการขึ้นต่อกัน (Functional Dependencies) ฟังก์ชันการขึ้นต่อกัน คือความสัมพันธ์ระหว่างแอตทริบิวต์ ซึ่งหมายถึงการที่ค่าของแอตทริบิวต์หนึ่ง หรือแอตทริบิวต์ตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไปมาประกอบกันแล้ว สามารถทำการระบุค่าของแอตทริบิวต์อื่นๆในทูเพิลเดียวกันของรีเลชันนั้นได้ โดยแอตทริบิวต์ที่เป็นตัวระบุค่าในแอตทริบิวต์อื่นๆ จะเรียกว่า ดีเทอร์มิแนนต์ (Determinant) ในขณะที่แอตทริบิวต์อื่นๆที่ถูกระบุค่าจาก Determinant นั้นจะเรียกว่า ดีเพนเดนท์ (Dependent)

3.กระบวนการนอร์มัลไลเซชัน มีกระบวนการในแต่ละขั้นตอน โดยจะเป็นรูปแบบคุณสมบัติของการนอร์มัลไลฟอร์มให้อยู่ระดับต่างๆ นอร์มัลฟอร์มในระดับที่สูงขึ้นไป ก็จะมีคุณสมบัติที่แข็งแกร่งขึ้น กล่าวคือความซ้าซ้อนในข้อมูลย่อมน้อยกว่าหรือไม่มีเลย ในขณะที่นอร์มัลฟอร์มในระดับที่ต่ำลงมาอาจยังมีความซ้ำซ้อนในข้อมูลหลงเหลืออยู่

3.1.นอร์มัลฟอร์มระดับที่ 1 (1NF) นอร์มัลฟอร์มในระดับที่ 1 ถือเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการนอร์มัลไลเซชัน โดยรีเลชันที่มีคุณสมบัติอยู่ในรูปแบบของนอร์มัลฟอร์มระดับที่ 1 จะต้องจัดการกับกลุ่มของแอตทริบิวต์ที่รวมกันกลุ่มกัน (Repeat Group) ให้เป็นค่า แอตทริบิวต์ที่มีเพียงค่าเดียว โดยแอตทริบิวต์ที่รวมกลุ่มกันก็คือข้อมูลที่มีลักษณะซ้าๆกันอยู่ภายในเรคอร์ด สรุปได้ว่า การนอร์มัลไลเซชันระดับที่ 1 จะดาเนินการกาจัดกลุ่มค่าข้อมูลที่ซ้าซ้อนออกไปด้วยการเติมค่าข้อมูลเหล่านั้นให้ครบถ้วน เพื่อดาเนินการสู่นอร์มัลไลเซชันระดับที่ 2 ต่อไป

3.2นอร์มัลฟอร์มระดับที่ 2 (2NF) รีเลชันที่อยู่นอร์มัลฟอร์มระดับที่ 2 จะต้องอยู่ในรูปแบบของ NF1 มาก่อน สรุปได้ว่า การนอร์มัลไลเซชันระดับที่ 2 จะดาเนินการคัดแยกกลุ่มแอตทริบิวต์ที่ขึ้นอยู่กับบางส่วนของคีย์หลักออกมาสร้างเป็นรีชันหรือตารางใหม่

3.3นอร์มัลฟอร์มระดับที่ 3 (3NF) รีเลชันที่อยู่ในรูปแบบของ NF3 จะต้องเป็นรีเลชันที่อยู่ในรูปแบบของ NF2 มาก่อน สรุปได้ว่า การนอร์มัลไลเซชันระดับที่ 3 แอตทริบิวตืที่เป็น None Key ทุกๆตัวจะต้องขึ้นกับคีย์หลักเท่านั้น ดังนั้นให้ทาการเคลื่อนย้ายแอตทริบิวต์ที่ขึ้นอยู่กับแอตทริบิวต์ที่ไม่ใช่คีย์ออกไปเพื่อสร้างตารางใหม่

2.2.10 ความรู้พื้นฐานฐานข้อมูล

1.เขตข้อมูล การประมวลผลข้อมูลเพื่อให้ได้สารสนเทศ จะมีองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ แฟ้มข้อมูล ความหมายของแฟ้มข้อมูลหนึ่ง ๆ นั้น มักจะเป็นเอกสารที่เป็นเรื่องเดียวกันและจัดเก็บรวบรวมไว้เป็นแฟ้มข้อมูลเพื่อสะดวกในการค้นหาข้อมูล เช่น แฟ้มข้อมูลประวัติพนักงาน การเก็บรวบรวมข้อมูลในรูปของเอกสารเพื่อประโยชน์ในการใช้งาน ถ้าข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้มีจำนวนน้อยความยุ่งยากในการค้นหาหรือในการจัดเก็บก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้มีจานวนมากจะมีปัญหาเกิดขึ้นในเรื่องของการค้นหาข้อมูลนั้นและสิ้นเปลืองพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลนั้น ๆ วิธีการแก้ปัญหาการจัดเก็บแฟ้มข้อมูลที่อยู่ในรูปของเอกสารเมื่อข้อมูลมีจำนวนมากขึ้นก็คือการนำข้อมูลเหล่านั้นเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บรวบรวมไว้เป็นแฟ้มข้อมูล เช่นเดียวกับการจัดเก็บเป็นเอกสารแต่จะเป็นแฟ้มข้อมูลที่ถูกจัดเก็บไว้ในอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ เช่น แผ่นจานบันทึกแม่เหล็กหรือเทปแม่เหล็ก

ข้อมูล หมายถึง กลุ่มของสารสนเทศที่สัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของกลุ่มสารสนเทศหรือข้อมูลนั้นถูกกำหนดโดยผู้ใช้แฟ้มข้อมูล ข้อมูลเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำงานของคอมพิวเตอร์ เพราะข้อมูลเป็นวัตถุดิบในการประมวลผลข้อมูลทั้งหมดที่จัดการโดยคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยบิต (bit) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่เล็กที่สุดในแต่ละบิตจะเป็นตัวเลขในระบบเลขฐานสอง ประกอบด้วย 0 และ 1 ซึ่งนำมาใช้แทน ระหว่างสองสถานะ เช่น จริง-เท็จ เปิด-ปิด เป็นต้น เพื่อให้สามารถแสดงสารสนเทศได้มากขึ้น บิตจึงถูกรวมต่อกันเข้าเป็นสายเพื่อแสดงสารสนเทศ โดยนำบิตเหล่านั้นมาทำให้เป็นหน่วยที่ใหญ่ขึ้นเรียกว่าไบต์ (byte)

ไบต์ ประกอบขึ้นมาจากบิตหลาย ๆ บิตมาเรียงต่อกัน แต่เนื่องจากคอมพิวเตอร์เข้าใจเพียงเลข 0 และเลข 1 เท่านั้นถ้าต้องการให้คอมพิวเตอร์รูปจักอักขระตัวอักษร A,B….,Z จะต้องมีการเอาเลข 0 และเลข 1 มาเรียงต่อกันเป็นรหัสแทนอักขระ โดยปกติ 1 ตัวอักขระจะมีความยาว 8 บิต ซึ่งเท่ากับ 1 ไบต์ จานวนบิตที่นำมาเรียงต่อกันเป็นไบต์นี้แตกต่างกันไปตามรหัสแทนข้อมูล รหัสแทนข้อมูลที่ใช้กันแพร่หลายมี 2 ระบบคือ รหัสเอบซีดิก (EBCDIC) และรหัสแอ-สกี (ASCII) ใช้ 8 บิต รวมกันเป็น 1 ไบต์ โดย 1 ไบต์ จะใช้แทนอักขระ 1 ตัว

เมื่อเรานำอักขระหลายๆตัวรวมกันโดยมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งเราจะเรียกว่า เขตข้อมูลหรือฟิลด์ (filed) เช่น การรวมของตัวอักษรและตัวเลขเพื่อใช้แทนรหัสลูกค้า เช่น ‘C0100001’ เป็นต้น ฟิลด์คือกลุ่มของอักขระที่สัมพันธ์กันตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไปที่นำมารวมกันแล้วแสดงลักษณะหรือความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง

ฟิลด์ คือ กลุ่มของอักขระทีสัมพันธ์กัน ตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไปที่นำมารวมกันแล้วแสดงลักษณะหรือความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ฟิลด์แต่ละฟิลด์ยังแยกออกเป็นประเภทข้อมูล ซึ่งจะบ่งบอกว่าในเขตฟิลด์นั้นบรรจุข้อมูลประเภทใดไว้ สามารถแยกประเภทของฟิลด์ได้เป็น 3 ประเภทคือ

ฟิลด์ตัวเลข (numeric field) ประกอบด้วย อักขระที่เป็นตัวเลข ซึ่งอาจเป็น เลขจำนวนเต็มหรือทศนิยมและอาจมีเครื่องหมายลบหรือบวก เช่น ยอดคงเหลือใน บัญชีเป็นกลุ่มของตัวเลข

ฟิลด์ตัวอักษร (alphabetic field) ประกอบด้วย อักขระที่เป็นตัวอักษรหรือ ช่องว่าง (blank) เช่น ชื่อลูกค้าเป็นกลุ่มของตัวอักษร

ฟิลด์อักขระ (character field หรือ alphanumeric field) ประกอบด้วย อักขระ ซึ่งอาจจะเป็นตัวเลขหรือตัวอักษรก็ได้ เช่น ที่อยู่ของลูกค้า

ข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในฟิลด์ เป็นหน่วยย่อยของระเบียนที่บรรจุอยู่ในแฟ้มข้อมูล เช่น ฟิลด์เลขรหัสประจำตัวบุคลากร ฟิลด์เงินเดือนของลูกจ้าง หรือฟิลด์เลขหมายโทรศัพท์ของพนักงาน ตัวอย่าง เช็คของธนาคารแห่งหนึ่งประกอบด้วย ชื่อที่อยู่ธนาคาร เช็คเลขที่ จ่ายจำนวนเงินเป็นตัวเลข จำนวนเงินเป็นตัวอักษร สาขาเลขที่ เลขที่บัญชี และลายเซ็น

ฟิลด์บางฟิลด์อาจจะประกอบด้วยข้อมูลหลาย ๆ ประเภทรวมกันในฟิลด์ เช่น ฟิลด์วันที่ประกอบด้วย 3 ฟิลด์ย่อย ๆ คือ วันที่ เดือน และปี หรือในฟิลด์ชื่อธนาคาร ยังประกอบด้วยหลายฟิลด์ย่อย ๆ คือ ชื่อธนาคาร ที่อยู่ เมือง ประเทศ และรหัสไปรษณีย์

2.ชนิดของข้อมูล ข้อมูลที่ต้องการจัดเก็บนั้นอาจจะมีรูปแบบได้หลายอย่าง รูปแบบสำคัญ ๆ ได้แก่

ข้อมูลแบบรูปแบบ (Formatted data) เป็นข้อมูลที่รวมอักขระซึ่งอาจ หมายถึงตัวอักษร ตัวเลข ซึ่งเป็นรูปแบบที่แน่นอน ในแต่ละระเบียน ทุกระเบียนที่อยู่ ในแฟ้มข้อมูลจะมีรูปแบบที่เหมือนกันหมด ข้อมูลที่เก็บนั้นอาจเก็บในรูปของรหัส โดยเมื่ออ่านข้อมูลออกมาอาจจะต้องนำรหัสนั้นมาตีความหมายอีกครั้ง เช่น แฟ้มข้อมูลประวัตินักศึกษา

ข้อมูลแบบข้อความ (text) เป็นข้อมูลที่เป็นอักขระในแบบข้อความ ซึ่งอาจหมายถึงตัวอักษร ตัวเลข สมการฯ แต่ไม่รวมภาพต่าง ๆ นามารวมกันโดยไม่มีรูปแบบที่แน่นอนในแต่ละระเบียน เช่น ระบบการจัดเก็บข้อความต่าง ๆ ลักษณะการจัดเก็บแบบนี้จะไม่ต้องนาข้อมูลที่เก็บมาตีความหมายอีก ความหมายจะถูกกำหนดแล้วในข้อความ

ข้อมูลแบบภาพลักษณ์ (images) เป็นข้อมูลที่เป็นภาพ ซึ่งอาจเป็นภาพกราฟ ที่ถูกสร้างขึ้นจากข้อมูลแบบรูปแบบรูปภาพ หรือภาพวาด คอมพิวเตอร์สามารถเก็บ ภาพและจัดส่งภาพเหล่านี้ไปยังคอมพิวเตอร์อื่นได้ เหมือนกับการส่งข้อความ โดย คอมพิวเตอร์จะทำการแปลงภาพเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้คอมพิวเตอร์สามารถที่จะปรับ ขยายภาพและเคลื่อนย้ายภาพเหล่านั้นได้เหมือนกับข้อมูลแบบข้อความ

ข้อมูลแบบเสียง (audio) เป็นข้อมูลที่เป็นเสียง ลักษณะของการจัดเก็บก็จะเหมือนกับการจัดเก็บข้อมูลแบบภาพ คือ คอมพิวเตอร์จะทาการแปลงเสียงเหล่านี้ให้ คอมพิวเตอร์สามารถนาไปเก็บได้ ตัวอย่างได้แก่ การตรวจคลื่นหัวใจ จะเก็บเสียงเต้น ของหัวใจ

ข้อมูลแบบภาพและเสียง (video) เป็นข้อมูลที่เป็นเสียงและรูปภาพ ที่ถูก จัดเก็บไว้ด้วยกัน เป็นการผสมผสานรูปภาพและเสียงเข้าด้วยกัน ลักษณะของการ จัดเก็บข้อมูล คอมพิวเตอร์จะทำการแปลงเสียงและรูปภาพนี้ เช่นเดียวกับข้อมูลแบบ เสียงและข้อมูลแบบภาพลักษณะซึ่งจะนำมารวมเก็บไว้ในแฟ้มข้อมูลเดียวกัน

 

 

3.ลักษณะของระบบแฟ้มข้อมูล การจัดการแฟ้มข้อมูลอย่างถูกต้องมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงปลอดภัย (security) ของข้อมูลที่อยู่ในแฟ้มข้อมูลและในแฟ้มข้อมูลเอง แนวคิดในการจัดการแฟ้มข้อมูลเริ่มจากการออกแบบแฟ้มข้อมูลให้เหมาะสมกับการเรียกค้นเรคอร์ดข้อมูลมาใช้ ไปจนถึงการสำรองแฟ้มข้อมูลและการกู้แฟ้มข้อมูล แฟ้มข้อมูลอาจจะมีได้สองลักษณะ คือ

ระเบียนขนาดคงที่ (fixed length record) โดยปกติแล้วภายในแฟ้มข้อมูลจะ จัดเก็บระเบียนอยู่ในรูปแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ ทุกระเบียนจะประกอบด้วยหน่วย ข้อมูลย่อยที่เหมือนๆ กัน นั่นคือ โครงสร้างของทุกระเบียนในแฟ้มข้อมูลจะเป็นแบบ เดียวกันหมด ถ้าขนาดของระเบียนมี จำนวนตัวอักขระเท่ากันหมดในทุก ๆ ระเบียน ของแฟ้มข้อมูล ระเบียนนั้นจะถูกเรียกว่าระเบียนขนาดคงที่ (fixed length record)

ระเบียนที่มีความยาวแปรได้ (variable length record) คือทุกเรคอร์ดอาจจะมี จานวนฟิลด์ต่างกัน และแต่ละฟิลด์ก็อาจจะมีความยาวต่างกันได้ แฟ้มข้อมูลประเภทนี้ มีลักษณะโครงสร้างแบบพิเศษที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถบอกได้ว่าแต่ละเรคอร์ดมี ความยาวเท่าใด และแต่ละฟิลด์เริ่มต้นตรงไหนและจบตรงไหน ตัวอย่างของแฟ้ม ประเภทนี้ได้แก่ แฟ้มบันทึกรายการใบสั่งซื้อป้ายไวนิลแต่ละเรคอร์ดจะแทนใบสั่งป้ายไวนิลหนึ่งใบ และใบสั่งสินค้าแต่ละใบอาจจะมีรายการสินค้าที่สั่งซื้อไม่เท่ากัน

4.การจัดการแฟ้มข้อมูล กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแฟ้มข้อมูล (file manipulation) จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละระบบงาน แต่จะมีกิจกรรมหลักในการใช้ข้อมูล ได้แก่

การสร้างแฟ้มข้อมูล (file creating) คือ การสร้างแฟ้มข้อมูลเพื่อนามาใช้ใน การประมวลผล ส่วนใหญ่จะสร้างจากเอกสารเบื้องต้น (source document) การสร้าง แฟ้มข้อมูลจะต้องเริ่มจากการพิจารณากำหนดสื่อข้อมูลการออกแบบฟอร์มของ ระเบียน การกำหนดโครงสร้างการจัดเก็บแฟ้มข้อมูล (file organization) บนสื่ออุปกรณ์

 

การปรับปรุงรักษาแฟ้มข้อมูลแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ

1. การค้นคืน ระเบียนในแฟ้มข้อมูล (retrieving) คือ การค้นหาข้อมูลที่ต้องการหรือเลือกข้อมูลบาง ระเบียนมาใช้เพื่องานใดงานหนึ่ง การค้นหาระเบียนจะทำได้ ด้วยการเลือกคีย์ฟิลด์ เป็นตัวกำหนดเพื่อที่จะนำไปค้นหาระเบียนที่ต้องการในแฟ้มข้อมูล ซึ่งอาจจะมีการกำหนดเงื่อนไขของการค้นหา เช่น ต้องการหาว่า พนักงานที่ชื่อสมชายมีอยู่กี่คน

2. การ ปรับเปลี่ยนข้อมูล (updating) เมื่อมีแฟ้มข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการประมวลผลก็จำเป็น ที่จะต้องทำหรือรักษาแฟ้มข้อมูลนั้นให้ทันสมัยอยู่เสมอ อาจจะต้องมีการเพิ่มบางระเบียนเข้า ไป (adding) แก้ไขเปลี่ยนแปลงค่าฟิลด์ใดฟิลด์หนึ่ง (changing) หรือลบบางระเบียน ออกไป (deleting)

5.ประเภทของแฟ้มข้อมูล จำแนกตามลักษณะของการใช้งานได้ดังนี้

แฟ้มข้อมูลหลัก (master file)แฟ้มข้อมูลหลักเป็นแฟ้มข้อมูลที่บรรจุข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับระบบงาน และเป็นข้อมูลหลักที่เก็บไว้ใช้ประโยชน์ข้อมูลเฉพาะเรื่องไม่มีรายการเปลี่ยนแปลงในช่วงปัจจุบัน มีสภาพค่อนข้างคงที่ไม่ เปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนไหวบ่อยแต่จะถูกเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการสิ้นสุดของข้อมูล เป็นข้อมูลที่สำคัญที่เก็บไว้ใช้ประโยชน์ ตัวอย่าง เช่น แฟ้มข้อมูลหลักของนักศึกษาจะแสดงรายละเอียดของนักศึกษา ซึ่งมี ชื่อนามสกุล ที่อยู่ ผลการศึกษา แฟ้มข้อมูลหลัก ของลูกค้าในแต่ละระเบียนของแฟ้มข้อมูลนี้จะแสดงรายละเอียดของลูกค้า เช่น ชื่อสกุล ที่อยู่ หรือ ประเภทของลูกค้าแฟ้มข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลง(transaction file) แฟ้มข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลงเป็นแฟ้มข้อมูลที่ประกอบด้วยระเบียนข้อมูลที่มีการเคลื่อนไหว ซึ่งจะถูกรวบรวมเป็นแฟ้มข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละงวดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนั้น แฟ้มข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลงนี้จะนำไปปรับรายการในแฟ้มข้อมูลหลัก ให้ได้ยอดปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น แฟ้มข้อมูลลงทะเบียนเรียนของนักศึกษา

แฟ้มข้อมูลตาราง (table file) แฟ้มข้อมูลตารางเป็นแฟ้มข้อมูลที่มีค่าคงที่ ซึ่งประกอบด้วยตารางที่เป็นข้อมูลหรือชุดของข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกันและถูกจัดให้อยู่รวมกันอย่างมีระเบียบ โดยแฟ้มข้อมูลตารางนี้จะถูกใช้ในการประมวลผลกับแฟ้มข้อมูลอื่นเป็นประจำอยู่เสมอ เช่น ตารางอัตราภาษี ตารางราคาป้ายไวนิล

ในแฟ้มข้อมูลนี้จะประกอบด้วยระเบียนแฟ้มข้อมูลตารางของสินค้าที่มีฟิลด์ต่าง ๆ ได้แก่ รหัสป้ายไวนิลรายชื่อ ป้ายไวนิลและราคาสินค้าต่อหน่วย แฟ้มข้อมูลตารางรายการป้ายไวนิลจะใช้ร่วมกับแฟ้มข้อมูลหลายแฟ้มข้อมูลในระบบป้ายไวนิลได้แก่ แฟ้มข้อมูลคลังป้ายไวนิล(inventory master file) แฟ้มข้อมูลใบสั่งซื้อของลูกค้า (customer order master file) และแฟ้มข้อมูลรายการสิตค้าของฝ่ายผลิต (production master file) มีข้อควรสังเกตว่าแฟ้มข้อมูลตาราง แฟ้มข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลง และแฟ้มข้อมูลหลัก ทั้ง 3 แฟ้ม จะมีฟิลด์ที่เกี่ยวกับตัวสินค้าร่วมกัน คือ ฟิลด์รหัสป้ายไวนิล(product code) ฟิลด์ร่วมกันนี้จะเป็นตัวเชื่องโยงระหว่างแฟ้มข้อมูลตารางกับแฟ้มข้อมูลอื่น ๆ ทั้งหมดที่ต้องการจะใช้ค่าของฟิลด์รายชื่อป้ายไวนิล(product description) และราคาป้ายไวนิล(product price) จากแฟ้มข้อมูลตาราง การจัดแฟ้มข้อมูลแบบนี้จะทำให้ประหยัดเนื้อที่ในอุปกรณ์เก็บข้อมูลของแฟ้มข้อมูลหลัก กล่าวคือในแฟ้มข้อมูลหลักไม่ต้องมี 2 ฟิลด์ คือ ฟิลด์รายการสินค้าและฟิลด์ราคาป้ายไวนิลมีแต่เพียงฟิลด์รหัสสินค้าก็เพียงพอแล้ว เมื่อใดที่ต้องการใช้ฟิลด์รายการสินค้าในการแสดงผลก็อ่านค่าออกมาจากแฟ้มข้อมูลตารางได้ นอกจากนั้นยังเป็นการลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลและเมื่อผู้ใช้ระบบต้องการเปลี่ยนแปลงรายการสินค้าหรือราคาสินค้าก็จะเปลี่ยนในแฟ้มข้อมูลตารางทีเดียว โดยไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงในแฟ้มข้อมูลอื่น

แฟ้มข้อมูลเรียงลำดับ (sort file) แฟ้มข้อมูลเรียงลำดับเป็นการจัดเรียงระเบียนที่จะบรรจุในแฟ้มข้อมูลนั้นใหม่ โดยเรียงตามลำดับค่าของฟิลด์ข้อมูลหรือค่าของข้อมูลค่าใดค่าหนึ่งในระเบียนนั้นก็ได้ เช่น จัดเรียงลำดับตาม วันเดือนปี ตามลำดับตัวอักขระเรียงลาดับจากมากไปหาน้อยหรือจากน้อยไปหามาก เป็นต้น

แฟ้มข้อมูลรายงาน (report file)เป็นแฟ้มข้อมูลที่ถูกจัดเรียงระเบียบตามรูปแบบของรายงานที่ต้องการแล้วจัดเก็บไว้ในรูปของแฟ้มข้อมูล ตัวอย่าง เช่น แฟ้มข้อมูลรายงานควบคุมการปรับเปลี่ยนข้อมูลที่เกิดขึ้นในขณะปฏิบัติงานแต่ละวัน

6.การจัดโครงสร้างแฟ้มข้อมูล (file organization) เป็นการกำหนดวิธีการที่ระเบียนถูกจัดเก็บอยู่ในแฟ้มข้อมูลบนอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูล ซึ่งลักษณะโครงสร้างของระเบียนจะถูกจัดเก็บไว้เป็นระบบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดเก็บข้อมูลและการเข้าถึงข้อมูลมีความสะดวกรวดเร็ว การจัดโครงสร้างของแฟ้มข้อมูลอาจแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะคือ

โครงสร้างของแฟ้มข้อมูลแบบลำดับ (sequential file) เป็นการจัดแฟ้มข้อมูลซึ่งระเบียนภายในแฟ้มข้อมูลจะถูกบันทึกโดยเรียงตามลำดับคีย์ฟิลด์ หรืออาจจะไม่เรียงลำดับตามคีย์ฟิลด์ก็ได้ ข้อมูลจะถูกบันทึกลงในสื่อบันทึกข้อมูลโดยจะถูกบันทึกไว้ในตำแหน่งที่อยู่ติด ๆ กัน การนาข้อมูลมาใช้ของโครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบลำดับจะต้องอ่านข้อมูลไปตามลำดับจะเข้าถึงข้อมูลโดยตรงไม่ได้ ส่วนการจัดโครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบลำดับตามดัชนี เป็นการจัดข้อมูลแบ่งตามหมวดหมู่ สรุปเป็นตารางซึ่งมีลักษณะคล้ายสารบัญของหนังสือ การจัดข้อมูลแบบนี้ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย โดยตรงไปที่ตารางซึ่งเป็นดัชนี จะทำให้ทราบตำแหน่งของข้อมูลนั้น โดยไม่ต้องอ่านข้อมูลทีละระเบียน การจัดโครงสร้างของแฟ้มข้อมูลแบบสัมพัทธ์ แฟ้มข้อมูลแบบสัมพัทธ์นี้ข้อมูลจะถูกบันทึกโดยอาศัยกลไกการกำหนดตำแหน่งของข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้สามารถตรงไปถึงหรือบันทึกข้อมูลที่ต้องการได้โดยไม่ต้องอ่านหรือผ่านข้อมูลที่อยู่ในลำดับก่อนหน้าระเบียนที่ต้องการ การดึงหรือการบันทึกข้อมูลจะสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว

ในโครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบลำดับประกอบด้วยระเบียนที่จัดเรียงไปตามลำดับอย่างต่อเนื่องเมื่อจัดสร้างแฟ้มข้อมูลโดยจะบันทึกระเบียนเรียงตามลาดับการบันทึกระเบียนจะถูกเขียนต่อเนื่องไปตามลำดับจากระเบียนที่ 1 ถึงระเบียน n และการอ่านระเบียนภายในแฟ้มข้อมูลก็ต้องใช้วิธีการอ่านแบบต่อเนื่องตามลำดับ คือ อ่านตั้งแต่ต้นแฟ้มข้อมูลไปยังท้ายแฟ้มข้อมูล โดยอ่านระเบียนที่ 1,2,3 และ 4 มาก่อน ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการอ่านระเบียนที่ 8 ก็ต้องอ่านระเบียนลำดับที่ 1,2,3,4,5,6,7 ก่อน

โครงสร้างของแฟ้มข้อมูลแบบลำดับตามดัชนี (index sequential file) เป็นวิธีการเก็บข้อมูลโดยแต่ละระเบียนในแฟ้มข้อมูลจะมีค่าของคีย์ฟิลด์ที่ใช้เป็นตัวระบุระเบียนนั้น ค่าคีย์ฟิลด์ของแต่ละระเบียนจะต้องไม่ซ้ำกับค่าคีย์ฟิลด์ในระบบอื่น ๆ ในแฟ้มข้อมูลเดียวกัน เพราะการจัดโครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบนี้จะใช้คีย์ฟิลด์เป็นตัวเข้าถึงข้อมูล การเข้าถึงข้อมูลหรือการอ่านระเบียนใด ๆ จะเข้าถึงได้อย่างสุ่ม การจัดโครงสร้างแฟ้มข้อมูลต้องบันทึกลงสื่อข้อมูลที่เข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง เช่น จานแม่เหล็ก การสร้างแฟ้มข้อมูลประเภทนี้ไม่ว่าจะสร้างครั้งแรกหรือสร้างใหม่ ข้อมูลแต่ละระเบียนต้องมีฟิลด์หนึ่งใช้เป็นคีย์ฟิลด์ของข้อมูล ระบบปฏิบัติการจะนำคีย์ฟิลด์ของข้อมูลไปสร้างเป็นตารางดัชนีทำให้สามารถเข้าถึงระเบียนได้เร็ว นอกจากจะเข้าถึงระเบียนใด ๆ ได้เร็วขึ้นแล้วยังมีประโยชน์สามารถเพิ่มระเบียนเข้าในส่วนใด ๆ ของแฟ้มข้อมูลได้ ในแต่ละแฟ้มข้อมูลที่ถูกบันทึกลงสื่อข้อมูลจะมีตารางดัชนีทำให้เข้าถึงระเบียนใด ๆ ได้รวดเร็วขึ้น โครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบลำดับตามดัชนีประกอบด้วย

ดัชนี (index) ของแฟ้มข้อมูลจะเก็บค่าคีย์ฟิลด์ของข้อมูล และที่อยู่ในหน่วยความจำ (address) ที่ระเบียนนั้นถูกนำไปบันทึกไว้ ซึ่งดัชนีนี้จะต้องเรียงลำดับจากน้อยไปมาก หรือจากมากไปน้อยโดยที่ส่วนของดัชนีจะมีตัวบ่งชี้ไปยังที่อยู่ในหน่วยความจำ เพื่อจะได้นำไปถึงระเบียนข้อมูลในข้อมูลหลัก

ข้อมูลหลัก (data area) จะเก็บระเบียนข้อมูล ซึ่งระเบียนนั้นอาจจะเรียงตามลำดับจากน้อยไปมากหรือจากมากไปน้อย ในการจัดลำดับของข้อมูลหลักอาจจะจัดข้อมูลออกไปกลุ่ม ๆ โดยจะเว้นที่ไว้เพื่อให้มีการปรับปรุงแฟ้มข้อมูลได้

โครงสร้างของแฟ้มข้อมูลแบบสัมพัทธ์ (relative file) เป็นโครงสร้างที่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรืออ่านระเบียนใด ๆ ได้โดยตรง วิธีนี้เป็นการจัดเรียงข้อมูลเข้าไปในแฟ้มข้อมูลโดยอาศัยฟิลด์ข้อมูลเป็นตัวกำหนดตำแหน่งของระเบียนนั้น ๆ โดยค่าของคีย์ฟิลด์ข้อมูลในแต่ละระเบียนของแฟ้มข้อมูลจะมีความสัมพัทธ์กับตำแหน่งที่ระเบียนนั้นถูกจัดเก็บไว้ในหน่วยความจำ ค่าความสัมพัทธ์นี้ เป็นการกำหนดตำแหน่ง (mapping function) ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงคีย์ฟิลด์ของระเบียนให้เป็นตำแหน่งในหน่วยความจำโดยที่การจัดเรียงลำดับที่ของระเบียนไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับการจัดลำดับที่ของระเบียนที่ถูกจัดเก็บไว้ในหน่วยความจำ

การจัดเก็บข้อมูลลงแฟ้มข้อมูลแบบสัมพัทธ์ (Relative file) จะถูกจัดเก็บอยู่บนสื่อที่สามารถเข้าถึงได้โดยตรง เช่น แผ่นจานแม่เหล็ก ลักษณะโครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบสัมพัทธ์จะประกอบด้วยตำแหน่งในหน่วยความจำ ซึ่งเกิดจากนำคีย์ฟิลด์ของระเบียนมาทำการกำหนดตำแหน่ง ซึ่งการกำหนดตำแหน่งนี้จะทำการปรับเปลี่ยนค่าคีย์ฟิลด์ของระเบียนให้เป็นตำแหน่งในหน่วยความจำที่คำนวณได้ แฟ้มข้อมูลหลัก แฟ้มข้อมูลนี้ประกอบด้วยระเบียนที่จัดเรียงตามตำแหน่งในหน่วยความจำโดยจะเรียงจากระเบียนที่ 1 จนถึง N แต่จะไม่เรียงลำดับตามค่าของคีย์ฟิลด์

 

2.3 Microsoft Visual Basic 2008

2.3.1 ประวัติความเป็นมาของ Visual Basic

Visual Basic เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Language) ที่พัฒนาโดยร้านไมโครซอฟท์ ซึ่งเป็นร้านยักษ์ใหญ่ที่สร้างระบบปฏิบัติการ Windows 95/98 และ Windows NT ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน โดยตัวภาษาเองมีรากฐานมาจากภาษา Basic ซึ่งย่อมาจาก Beginner’s All Purpose Symbolic Instruction ถ้าแปลให้ได้ตามความหมายก็คือ ชุดคำสั่งหรือภาษาคอมพิวเตอร์สำหรับผู้เริ่มต้น ”  ภาษา Basic  มีจุดเด่นคือผู้ที่ไม่มีพื้นฐานเรื่องการเขียนโปรแกรมเลขก็สามารถเรียนรู้และนำไปใช้งานได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว เมื่อเทียบกับการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์อื่นๆ เช่น ภาษาซี (C). ปาสคาส (Pascal). ฟอร์แทรน (Fortian) หรือ แอสเชมบลี (Assembler)

ไมโครซอฟท์ที่ได้พัฒนาโปรแกรมภาษา Basic มานานนับสิบปี ตั้งแต่ภาษา MBASIC (Microsoft Basic). BASICA (Basic Advanced): GWBASIC และ QuickBasic ซึ่งได้ติดตั้งมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Ms DOS ในที่สุดโดยใช้ชื่อว่า QBASIC โดยแต่ละเวอร์ชันที่ออกมานั้นได้มีการพัฒนาและเพิ่มเติมคำสั่งต่างๆเข้าไปโดยตลอด ในอดีตโปรแกรมภาษาเหล่านี้ล้วนทำงานใน Text Mode คือเป็นตัวอักษรล้วนๆ ไม่มีภาพกราฟฟิกสวยงามแบบระบบ Windows อย่างในปัจจุบัน จนกระทั่งเมื่อระบบปฏิบัติการ Windows ได้รับความนิยมอย่างสูงและเข้ามาแทนที่ DOS ไมโครซอฟท์ก็เล็งเห็นว่าโปรแกรมภาษาใน Text Mode นั้นคงถึงกาลที่หมดสมัย จึงได้พัฒนาปรับปรุงโปรแกรมภาษา Basic ของตนออกมาใหม่เพื่อสนับสนุนการทำงานในระบบ Windows ทำให้ Visual Basic ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่บัดนั้น

Visual Basic เวอร์ชันแรกคือเวอร์ชัน 1.0 ออกสู่สายตาประชาชนตั้งแต่ปี 1991 โดยในช่วงแรกนั้นยังไม่มีความสามารถต่างจากภาษา GBASIC มากนัก แต่จะเน้นเรื่องเครื่องมือที่ช่วยในการเขียนโปรแกรมวินโดว์ซึ่งปรากฏว่า Visual Basic ได้รับความนิยมและประความสำเร็จเป็นอย่างดีไมโครซอฟท์จึงพัฒนา Visual Basic ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความสามารถ และเครื่องมือต่างๆเช่น เครื่องมือตรวจสอบแก้ไขโปรแกรม (debugger) สภาพแวดล้อมของการพัฒนาโปรแกรม การเขียนโปรแกรมแบบหลายวินโดว์ย่อย (MDI) และอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับ Visual Basic ในปัจจุบันคือ Visual Basic 2008  ซึ่งออกมาในปี 2008 ได้เพิ่มความสามารถในการเขียนโปรแกรมติดต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต การเชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูล รวมทั้งปรับปรุงเครื่องมือและการเขียนโปรแกรมซึ่งวัตถุ (Object Oriented Programming) ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นพร้อมทั้งเพิ่มเครื่องมือต่างๆอีกมากมายที่ทำให้ใช้งายและสะดวกขึ้นกว่าเดิม โดยเราจะค่อยๆมาเรียนรู้ส่วนประกอบและเครื่องมือต่างๆอีกมากมายที่ทำให้ใช้ง่ายและสะดวกขึ้นกว่าเดิม

2.3.2 ข้อดีของการเขียนโปรแกรมด้วย Visual Basic

1. ง่ายต่อการเรียนรู้เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นทั้งในเรื่องไวยากรณ์ของภาษาเองและเครื่องมือการใช้งาน

2.ความนิยมของตัวภาษา โดยอาจกล่าวได้ว่าภาษา Basic นั้นเป็นภาษาที่คนเรียนรู้และใช้งานมากที่สุดใน  ประวัติศาสตร์ของคอมพิวเตอร์

3.การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงประสิทธิภาพในด้านของตัวภาษาและความเร็วของการประมวลผล และในเรื่องของความสามารถใหม่ๆ เช่น การติดต่อกับระบบฐานข้อมูล การเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

4.ผู้พัฒนาสำคัญของ Visual Basic คือร้านไมโครซอฟท์ซึ่งจัดว่าเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน เราจึงสามารถมั่นใจได้ว่า Visual Basic จะยังมีการพัฒนา ปรับปรุงและคงอยู่ไปอีกนาน

นอกจาก  Visual Basic  มาตรฐานแล้วยังมีภาษาที่เป็นแบบเดียวกันอีก 2 แบบคือ
1.Visual Basic for Application Edition (VBA) ที่มาพร้อมกับชุด Microsoft Office และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมายบน Windows เพื่อเพิ่มความสามารถในการเขียนโปรแกรมให้กับแอพพลิเคชั่นเหล่านั้น
2. VB Script Edition  ที่มีการเขียนโปรแกรมเหมือนกับภาษา Visual Basic แทบทุกประเภทแต่มีการเขียนเป็น Script หรือเป็นชุดคำสั่ง(คล้ายกับ Batch File ใน Dos) ปัจจุบัน VB Script มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในการสร้างโฮมเพจในอินเตอร์เน็ต หรือในโปรแกรมประยุกต์ที่มีการติดต่อกับระบบฐานข้อมูลและระบบเครือข่าย

ภาษา VBA นี้จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ภาษา Visual Basic เพื่อปรับปรุงการทำงานของโปรแกรมให้ตรงความต้องการและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น โปรแกรม Word Excel หรือ PowerPoint ได้เตรียมภาษา VBA มาให้ผู้ใช้ ซึ่งการเขียนโปรแกรมแทบจะเหมือนกับภาษา Visual Basic ทุกประการทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งการทำงานของชีทคำนวณ Excel ได้หรือแม้กระทั่งเชื่อมต่อการทำงานระหว่างโปรแกรม เช่น  เชื่อมข้อมูลระหว่าง Excel  PowerPoint และ Word ให้ทำงานร่วมกันอย่างอัตโนมัติ
//////////////////readypr0ject.com//////////////////

 

3.3.6  คำอธิบายการประมวลผลของโปรเซส

คำอธิบายประมวลผลประกอบ หรือ Process Description นี้จัดทำขึ้นเพื่ออธิบายความหมายของ Data Flow Diagram เพื่อให้เกิดความเข้าใจ การทำงานของระบบได้ง่ายขึ้น   เพื่อให้ทราบว่าการทำงานภายในแต่ละโปรเซสว่ามีการทำงานเป็นอย่างไร

คำอธิบายการประมวลผลโปรเซส  (Process Description)

คำอธิบายประมวลผล   จะแสดงรายระเอียดภายในแต่ละโปรเซสว่าโปรเซสต่าง ๆ เหล่านั้นมีกระบวนการทำงานอย่างไร   ดังแสดงในตารางดังต่อไปนี้

 

คำอธิบายการประมวลผลโปรเซสที่ 1 ติดต่อทำป้ายอุปกรณ์ Process Description

System

DFD number

Process name

:

:

:

ระบบข้อมูลส่วนบริการลูกค้า

1

ติดต่อทำป้ายอุปกรณ์

Input data flows

:

รูปแบบและความสวยงาม,ใบเสร็จรับป้าย,สอบถามข้อมูลสินค้า,ข้อมูลลูกค้า

Output data flows

:

ใบเสร็จรับป้าย,ข้อมูลการทำป้าย

Data stored used

:

 

Description

:

เป็นโปรเซสที่เกี่ยวข้องกับการที่ลูกค้านำอุปกรณ์ที่เสียมาทำป้ายกับทางร้าน

 

คำอธิบายการประมวลผลโปรเซสที่ 2 การบันทึก Process Description

System

DFD number

Process name

:

:

:

ระบบข้อมูลส่วนบริการลูกค้า

2

การบันทึก

Input data flows

:

ข้อมูลลูกค้า,รูปแบบและความสวยงาม

Output data flows

:

ใบเสร็จรับป้าย

Data stored used

:

ข้อมูลลูกค้า,ข้อมูลป้ายไวนิล

Description

:

เป็นโปรเซสที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกรายละเอียดของลูกค้า รูปแบบและความสวยงามที่นำมาสั่งทำป้าย โดยลูกค้าและพนักงานฝ่ายบริการบันทึกข้อมูลรูปแบบและความสวยงามชำรุดของสินค้าลงฐานข้อมูลการทำป้ายป้ายไวนิล

 

 

 

 

คำอธิบายการประมวลผลโปรเซสที่ 3 การเรียกดู  Process Description

System

DFD number

Process name

:

:

:

ระบบข้อมูลส่วนบริการลูกค้า

3

การเรียกดู

Input data flows

:

รหัสใบเสร็จรับป้าย

Output data flows

:

รายการสั่งทำป้าย,สถานะการทำป้าย

Data stored used

:

 

Description

:

เป็นโปรเซสที่เกี่ยวข้องกับการเรียกดูข้อมูลการทำป้าย ว่าทำป้ายไปถึงไหนแล้ว ต้องทำป้ายอะไรบ้าง

 

 

 

คำอธิบายการประมวลผลโปรเซสที่  4 การสั่งทำป้าย Process Description

System

DFD number

Process name

:

:

:

ระบบฐานข้อมูลส่วนบริการลูกค้า

1

การสั่งทำป้าย

Input data flows

:

ใบเสร็จรับป้าย

Output data flows

:

ป้ายไวนิล,รายการสั่งทำป้าย

Data stored used

:

 

Description

:

เป็นโปรเซสที่เกี่ยวข้องกับการที่ลูกค้าสั่งทำป้ายกับทางร้านค้าและมารับป้ายที่สั่งทำหลังจากการทำป้ายเสร็จ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3.4.1 การออกแบบฐานข้อมูล (Data Dictionary)

 

ตาราง employee (พนักงาน)

 

Field name

Type

Size

Description

PK

Customer_id

Text

5

รหัสใบสั่งทำ

PK

Customer_Name

Text

50

ชื่อนามสกุล

 

Customer_Surname

Text

15

เบอร์ติดต่อ

 

Customer_address

Text

255

ที่อยู่

 

Customer_province

Text

50

ประเภทป้าย

 

Customer_postcode

Text

50

พนักงานที่รับเรื่อง

 

Customer_telephone

Text

30

สถานะ

 

 

ตาราง customer (ลูกค้า)

 

Field name

Type

Size

Description

PK

Receiv_id

Text

5

รหัสใบทำป้าย

PK

Employee_id

Text

5

รหัสพนักงาน

PK

Customer_id

Text

5

รหัสลูกค้า

PK

Receiv_type

Text

255

ประเภทป้าย

 

Receiv_problem

Text

255

รูปแบบ

 

Receiv_status

Text

30

สถานะการทำป้าย

 

Receiv_timein

Date/time

Short date

เวลาที่สั่งทำ

 

Receiv_timeout

Date/time

Short date

เวลารับงาน

 

Employee_name

Text

255

ชื่อพนักงาน

 

Customer_name

Text

30

ชื่อลูกค้า

 

Customer_telephone

Text

10

เบอร์โทรศัพท์

 

 

 

Field name

Type

Size

Description

PK

employee_id

Text

5

รหัสพนักงาน

PK

employee_name

Text

30

ชื่อพนักงาน

 

employee_surname

Text

30

นามสกุลพนักงาน

 

employee_Address

Text

100

ที่อยู่พนักงาน

 

employee_Province

Text

30

จังหวัดพนักงาน

 

employee_Postcode

Text

5

รหัสไปรษณีย์

 

employee_Telephone

Text

10

โทรศัพท์

 

password

Text

5

พาสเวิร์ด

 

ตาราง Receiv (ใบทำป้าย)

 

3.4.2 ความสัมพันธ์ของข้อมูล

การจัดกลุ่มข้อมูลเป็นขั้นตอนที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่ใช้ในการทำงานนั้นมาจัดกลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการออกแบบระบบใหม่ โดยรายละเอียดของข้อมูลแต่ละรายการ ได้แสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลใช้อธิบายความสัมพันธ์ของข้อมูลต่างๆ ในระบบแผนภาพความสัมพันธ์ของข้อมูล ประกอบด้วย Entity

//////////////////readypr0ject.com//////////////////

 

 

3.5สร้างหรือพัฒนาระบบ (Construction)

การพัฒนา เป็นขั้นตอนของการพัฒนา ด้วยการสร้างชุดคำสั่งหรือเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างระบบงานโดยโปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนาจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมกับเทคโนโลยีที่ใช้งานอยู่

สำหรับการพัฒนาระบบบริหารจัดการร้านป้ายของร้านดวงพรไวนิล   ผู้ศึกษาได้ทำการวิเคราะห์และออกแบบตามขั้นตอนต่างๆ ที่ระบุไว้แล้วจึงพัฒนาโปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนาคือ โปรแกรม Microsoft Visual Basic 2008

3.6 การปรับเปลี่ยน (Conversion)

การปรับเปลี่ยน เป็นขั้นตอนของการทำงาน ที่เมื่อผู้ศึกษาพัฒนาสร้างโปรแกรมเสร็จแล้วพร้อมทั้งได้ดำเนินการทดสอบจนเกิดความมั่นใจว่าระบบสามารถใช้งานได้จริงและตรงตามความต้องการของผู้ใช้ในระบบจากนั้นได้ดำเนินการนำโปรแกรมที่ได้พัฒนาขึ้นไปแทนที่ในระบบเดิมเพื่อใช้งานจริงต่อไป

3.7 บำรุงรักษา (Maintenance)

เป็นขั้นตอนที่นักพัฒนาโปรแกรมจะต้องคอยดูแลรักษาและให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้งาน สามารถทำงานกับระบบได้อย่างชำนาญแล้ว โปรแกรมนั้นเกิดข้อผิดพลาดขึ้น โปรแกรมเมอร์จะต้องเป็นผู้ที่ทำการแก้ไขให้ถูกต้องเพื่อให้กลับมาใช้งานได้สมบูรณ์  ช่วยให้ระบบในด้านการจัดเก็บข้อมูลมีความเป็นระบบมากขึ้นและง่ายต่อการตรวจสอบและค้นหาและสามารถใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ภายในระบบ การบำรุงรักษาระบบต้องทำการตรวจสอบระบบอยู่เสมอว่าระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 






สินค้านี้ยังไม่มีคนรีวิว
คำถาม
รายละเอียด
ชื่อผู้ถาม
ข้อมูลสำหรับการติดต่อกลับ (ไม่เปิดเผย เห็นเฉพาะเจ้าของร้าน)
อีเมล
เบอร์มือถือ
  • ถาม
สินค้านี้ยังไม่มีคนถามคำถาม
ธ.กสิกรไทย สาขาเสริมไทย ออมทรัพย์
เพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายและมิตรภาพที่ดีต่อกัน กรุณาทำความเข้าใจเงื่อนไข

 

 

MEMBER

เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)

STATISTICS

หน้าที่เข้าชม1,106,907 ครั้ง
ผู้ชมทั้งหมด494,108 ครั้ง
เปิดร้าน30 ก.ค. 2556
ร้านค้าอัพเดท19 พ.ค. 2561
Go to Top
พูดคุย-สอบถาม คลิก