lnwshop logo

โปรเจคเว็บขายของฝากออนไลน์

โปรเจคเว็บขายของฝากออนไลน์
โปรเจคเว็บขายของฝากออนไลน์ thumbnail 1โปรเจคเว็บขายของฝากออนไลน์ thumbnail 2โปรเจคเว็บขายของฝากออนไลน์ thumbnail 3
หมวดหมู่ ระบบงานสำเร็จรูป(+เล่มรายงาน)
ราคา 3,200.00 บาท
สถานะสินค้า พร้อมส่ง
แก้ไขล่าสุด 14 ม.ค. 2561
ความพึงพอใจ ยังไม่มีความคิดเห็น
จำนวน
ชิ้น
หยิบลงตะกร้า
Share
Scan this!
เว็บไซต์ขายของฝากออนไลน์ พัฒนาระบบด้วยดรีมเวเวอร์ ไฟล์ที่จะได้รับคือ ไฟล์โปรเจค php เปิดแก้ไขเพิ่มเติมบน  Dreamweaver ไฟล์ฐานข้อมูล sql สำหรับ import เข้า phpMyAdmin เพื่อจัดการข้อมูล และไฟล์รูปเล่มรายงานครบทั้งเล่ม มากกว่าหนึ่งร้อยหน้า

ตัวอย่างเนื้อหาในเอกสาร บทที่ 1
บทนำ ความเป็นมา

                เว็บขายของฝากออนไลน์สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัยที่จัดทำขึ้น เพื่อตอบสนองการขายของฝากทางการเกษตร ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน ทั้งของฝากสินค้าทางการเกษตรชนิดต่าง ถูกออกแบบมาโดยใช้ความคิด สร้างสรรค์ให้เกิดความ สวยงาม น่าสนใจและในปัจจุบันของฝากสินค้าทางการเกษตร  กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นและคนทั่วไปเป็นจำนวนมาก เพราะสามารถใช้ได้ในหลากหลายวัตถุประสงค์แตกต่างกันออกไปเช่นใช้เพื่อความสวยงามเป็นเครื่องประดับให้กับตัวเอง ใช้เพื่อเก็บอุปกรณ์ เสื้อผ้า เครื่องใช้ต่างๆ และใช้ในการเดินทาง
 
การใช้อิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือทางการตลาดได้มีการแพร่หลายและมีจำนวนมากขึ้นเพราะปัจจุบันผู้ซื้อส่วนใหญ่หันมาซื้อสินค้าผ่านการขายแบบออนไลน์มากขึ้น และการขายแบบออนไลน์สามารถช่วยให้ผู้ขายประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งในเรื่องของการจัดสถานที่แสดงสินค้า หนักงานขาย อีกทั้งยังก่อให้เกิดการขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
 
ดังนั้นผู้จัดทำจึงได้ทำการพัฒนาเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อให้เป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ลูกค้าในด้านธุรกิจการขายสินค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น เป็นช่องทางในการตัดสินใจเลือกซื้อของลูกค้าได้
1.2 วัตถุประสงค์
 
                   1.2.1 เพื่อทำการตลาดมุ้งเน้นไปที่การทำธุรกิจออนไลน์มากขึ้น
 
                   1.2.2 เพื่อโปรโมทสินค้าผ่านโลกอินเตอร์เน็ต
 
                   1.2.3 เพื่อเพิ่มช่องทางในการค้นหาสินค้าของลูกค้า
 
                   1.2.4 เพื่อสร้างข้อเปรียบเทียบในด้านราคา ในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า
 
1.3 ขอบเขตการศึกษา
 
                   1.3.1 ส่วนของผู้ใช้งานทั่วไป
 
                                1.3.1.1 ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าดูข้อมูลของสินค้าได้โดยแบ่งแยกออกเป็นหมวดหมู่
 
                                1.3.1.2 ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถสมัครสมาชิกได้
 
                                1.3.1.3 ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถทราบถึงรายละเอียดการสั่งซื้อ วิธีการโอนเงิน
 
                   1.3.2 ส่วนของสมาชิก
 
                                1.3.2.1 สมาชิกสามารถสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ได้
 
                                1.3.2.2 สมาชิกสามารถแก้ไขข้อมูลส่วนตัวของตัวเองได้
 
                                1.3.2.3 สมาชิกสามารถอ่านข่าวสารบนเว็บได้
 
                                1.3.2.4 สมาชิกสามารถใช้โปรโมชั่นตามวันเกิดของสมาชิกได้
 
                                1.3.2.7 สมาชิกสามารถใช้โปรโมชั่นตามวันสำคัญของเดือนนั้นๆได้
 
                   1.3.3. ส่วนผู้ดูแลระบบ
 
                                1.3.3.1 ผู้ดูแลระบบสามารถปรับเลี่ยน เพิ่ม ลบ แก้ไขข้อมูลสินค้าได้
 
                                1.3.3.2 ผู้ดูแลระบบสามารถจัดเก็บข้อมูลการสั่งซื้อของลูกค้าได้
 
                                1.3.3.3 ผู้ดูแลระบบสามารถจัดอันดับสินค้ายอดนิยมได้
 
1.4 ผลที่คาดว่าจะได้รับ
 
                   1.4.1 เพิ่มความสะดวกสบายการสั่งซื้อสินค้า
 
                   1.4.2 เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการของทางเว็บ
 
                   1.4.3 ลูกค้าได้รับความสบายใจในการจัดส่งสินค้าตามใบสั่งซื้อ
 
1.5 อุปกรณ์และโปรแกรมที่คาดว่าจะใช้
 
                1.6.1 ฮาร์ดแวร์ ที่คาดว่าจะใช้
 
                                1.6.1.1 เครื่องคอมพิวเตอร์
 
                                1.6.1.2 เครื่องพิมพ์ (Printer)
 
                                1.6.1.3 เครื่องสแกน (Scanner)
 
                1.6.2 ซอฟต์แวร์ ที่คาดว่าจะใช้
 
                                1.6.2.1 HTML ,CSS ,JAVASCRIPT
 
                                1.6.2.2 Dreamweaver CS6
 
                                1.6.2.3 Photoshop CS6
 
                                1.6.2.4 Browser (internet explorer 8 , Google Chrome, safari )
 
                                1.6.2.5 Window 7 32bit
 
                                1.6.2.6 Oracle
 
                                1.6.2.7 Microsoft Office
 
1.6 คำศัพท์เฉพาะ
 
สหกรณ์ คือ "องค์การของบรรดาบุคคล ซึ่งรวมกลุ่มกันโดยสมัครใจในการดําเนินวิสาหกิจที่พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมกัน และควบคุมตามหลักประชาธิปไตย เพื่อสนองความต้องการ (อันจําเป็น) และความหวังร่วมกันทางเศรษฐกิจ สังคม และ วัฒนธรรม"
 
www (World Wide Web) หมายถึง พื้นที่ที่เก็บข้อมูลข่าวสารที่เชื่อมต่อกันทางอินเทอร์เน็ต โดยการกำหนด URL คำว่า www มักจะใช้สับสนกับคำว่า อินเทอร์เน็ต โดยจริง ๆ แล้ว www เป็นเพียงแค่บริการหนึ่งบนอินเทอร์เน็ต
 
Domain Name คือ ชื่อเว็บไซต์ เช่น www.yourdomain.com ที่สามารถเป็นเจ้าของ       ซึ่งจะต้องไม่ซ้ำกับคนอื่น เพื่อการเรียกหาเว็บไซต์ที่ต้องการ “ชื่อเว็บไซต์” คือ สิ่งแรกที่แสดง         หรือประกาศความมีตัวตนบนอินเตอร์เน็ตให้คนทั่วไปได้รู้จัก สามารถมีได้ชื่อเดียวในโลก เมื่อผู้ใช้กรอกชื่อลงไปในช่อง Address ของเว็บบราวเซอร์ก็จะส่งชื่อไปร้องถามจากเครื่องแปลชื่อโดเมน (Domain Name Server) และได้รับกลับมาเป็นไอพีแอดเดรส (Internet Protocol) แล้วส่งคำร้องไปให้กับเครื่องปลายทางตามไอพีแอดเดรส และได้ข้อมูลกลับมาตามรูปแบบที่ร้องขอไป
 
Sub Domain คือ เว็บย่อยของเว็บไซต์อีกที โดยปกติถ้ามี Domain ชื่อ www.gict.co.th เราจะเข้าชมเว็บไซต์ของเราโดยพิมพ์ www.gict.co.th แต่หากเราต้องเข้าชมเว็บย่อยของเราจะต้องพิมพ์ http://domain.gict.co.th มีประโยชน์สำหรับท่านที่มีธุรกิจหลายประเภท เป็นการจำแนกแยกแยะหมวดหมู่ธุรกิจ
 
Hosting หมายถึง การเช่าพื้นที่เว็บไซต์ หากต้องการมีเว็บไซต์ ก่อนอื่นจะต้องจดโดเมนเนมก่อน จากนั้นต้องจัดทำเว็บไซต์ แล้วจึงเช่า Hosting เพื่อเก็บเว็บไซต์ ซึ่งสามารถเช่า Hosting พร้อมจดโดเมนเนมได้
 
Web Server คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องบริการเว็บเพจแก่ผู้ร้องขอด้วยโปรแกรมประเภทเว็บบราวเซอร์ ที่ร้องขอข้อมูลผ่านโปรโตคอล HTTP เครื่องบริการจะส่งข้อมูลให้ผู้ร้องขอในรูปของข้อความ ภาพ เสียง หรือสื่อผสม เครื่องบริการเว็บเพจมักเปิดบริการพอร์ท 80 ให้ผู้ร้องขอได้เชื่อมต่อและนำข้อมูลไปใช้ เช่น โปรแกรมอินเทอร์เน็ต Internet Explorer หรือ Fire Fox
บทที่ 2
 
 
 
ทฤษฎีและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
 
 
 
    การศึกษาโครงงาน ระบบบริหารจัดการร้านขายของฝากออนไลน์ ผู้วิจัยได้ศึกษาหลักการ ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้
 
1. สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย
 
2. ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
 
3. พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce)
 
4. วงจรการพัฒนาระบบด้วย SDLC ในรูปแบบ Waterfall Model
 
5. ภาษาและเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา
 
6. ทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ
 
7. การทดสอบระบบ
 
8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
 
 
 
สหกรณ์การเกษตรเกษตร
 
    สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2520 ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านการเกษตรอย่างครบวงจร อาทิเช่น ธุรกิจสินเชื่อ  ธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือก ธุรกิจแปรรูปข้าวเปลือก ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจผลิตภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ข้าว และธุรกิจให้บริการรับ/ฝากเงิน ธุรกิจศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ต่อมาสหกรณ์ฯ ได้ขยายกิจการก่อสร้างโรงสีจากขนาดกำลังการผลิต 60 ตันต่อวัน มาเป็น 120 ตันต่อวัน ณ สำนักงานสาขานกเหาะ ตำบลดงครั่งใหญ่ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มีโรงปรับปรุงคุณภาพข้าวสารขนาด 60 ตันต่อวัน ซึ่งทำให้สามารถแปรรูปข้าวหอมมะลิเป็นข้าวเกรด พรีเมียม 4 แบรนด์ คือ ตราคนหาบข้าว   ตรา 101 ถุงสีทอง ตราTKทุ่งกุลาฟาร์ม และตราเกิดบุญ ในอนาคตจะขยายตลาดเพื่อรองรับการเข้าสู่เขตเศรษฐกิจประชาคมอาเซี่ยน ให้ได้รับการยอมรับในระดับสากลต่อไป
 
         ปัจจุบันสหกรณ์ได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้นำในด้านธุรกิจอย่างครบวงจร โดยคณะกรรมการสหกรณ์หมุนเวียนเข้าดูแลช่วยเหลือในกิจการงานสหกรณ์ 15 คน  มีพนักงานสหกรณ์ 60 คน ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 8,851 คน สังกัดตามหมู่บ้านต่างๆ จำนวน 13 ตำบล จำนวน 153 กลุ่ม อีกทั้งสหกรณ์มีอุปกรณ์ที่คอยให้บริการอย่างครบครัน
 
ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
 
(พูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล, 2554) อินเทอร์เน็ต มีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุผลทางการทหาร เนื่องจากในยุคสงครามเย็นเมื่อประมาณ  พ.ศ. 2510  ในขณะนั้นมีชื่อว่า ARPA (Advanced Research Projects Agency) ดังนั้นชื่อเครือข่ายในขณะนั้น จึงถูกเรียกว่า ARPANET ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 เครือข่ายขยายใหญ่โต เพิ่มมากขึ้น นักวิจัยเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมา เพื่อความเหมาะสมจึงได้มาตรฐาน TCP/IP และนอกจากประโยชน์ด้านงานวิจัย และทางทหารแล้ว ยังได้นำมาใช้ประโยชน์ทางด้านธุรกิจ และการพาณิชย์อีกด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 ได้เปลี่ยนชื่อเครือข่ายเป็นอินเทอร์เน็ต และนำมาใช้ประโยชน์ ในการติดต่อข้อมูลข่าวสารข้อมูลมากมาย สำหรับในประเทศไทยมีการเริ่มต้นติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ต เป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เพื่อใช้ในการศึกษาของมหาวิทยาลัย โดยติดต่อกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย โดยเชื่อมต่อเครือข่ายมินิคอมพิวเตอร์ เพื่อรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ กับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ในปี พ.ศ. 2530 ต่อมากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและพลังงาน ได้มอบหมายให้ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ให้ทุนสนับสนุน แก่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดหระบัง เพื่อศึกษาถึงการเชื่อต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ของมหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์ 12 แห่งเข้าเป็นเครือข่ายเดียวกันเมื่อ พ.ศ. 2531 หลังจากนั้นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เป็นเกตเวย์อินเทอร์เน็ต ในประเทศไทยและเริ่มให้บริการทางอินเทอร์เน็ต เต็มรูปแบบในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2535 และต่อมาปี พ.ศ. 2537 การสื่อสารแห่งประเทศไทย ร่วมลงทุนกับหน่วยงานของรัฐ และเอกชนเปิดให้บริการทางอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ 2 รายคือบริษัทอินเทอร์เน็ตแห่งประเทศไทย จำกัด และ บริษัท อินเทอร์เน็ต คอมเมอร์เชียล แอนด์โนว์เลจเซอร์วิส จำกัด ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น KSC คอมเมอร์เชียลอินเทอร์เน็ต จำกัด                                             
 
1.มาตรฐานการสื่อสารด้านอินเทอร์เน็ต
 
        1.1 โปโตคอล (Protocol)
 
             คือตัวกลาง หรือภาษากลาง ที่ใช้เป็นมาตรฐานสำหรับการสื่อสาร ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารเชื่อโยงกัน ระหว่างคอมพิวเตอร์ นับร้อยล้านเครื่องซึ่งแต่ละเครื่องมีความแตกต่างกัน ทั้งรุ่นและขนาดของคอมพิวเตอร์ ถ้าขาดโปรโตคอลก็จะไม่สามารถที่จะติดต่อสื่อสาร ให้เข้ากันได้ เพราะฉะนั้นโปรโตคอลก็เปรียบเหมือนเป็นล่ามที่ใช้แปลภาษา ของระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มาตรฐานนี้เรียกว่า TCP/IP การทำงานของ TCP/IP จะแบ่งข้อมูลที่จะส่งออกเป็นข้อมูลส่วนย่อยๆ เรียกว่า แพ็คเก็ต (Packet) แล้วส่งไปตามเส้นทางต่างๆ ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยจะกระจายแพ็คเก็ตออกไปหลายเส้นทาง แพ็คเก็ตเหล่านี้ จะไปรวมกันที่ปลายทาง และถูกนำมาประกอบรวมกันเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์อีกครั้ง
 
 
 
1.2 ระบบไอพี่แอดเดรส (IP Address)
 
                  เมื่อต้องการสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เราจะต้องทราบที่อยู่ของเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น คอมพิวเตอร์ที่ใช้โปรโตคอล TPC/IP จะมีหมายเลขประจำเครื่องที่ไม่ซ้ำกับเครื่องอื่นในโลก มีชื่อเรียกว่า ไอพีแอดเดรส ไอพีแอดเดรสจะมีลักษณะเป็นตัวเลข 4 ชุดที่มีจุด ( . ) คั่น เช่น 193.167.15.1 เป็นต้น ตัวเลขแต่ละชุดจะมีค่าได้ตั้งแต่ 0-225 คอมพิวเตอร์ที่มีไอพีแอดเดรสเป็นของตัวเองและใช้เป็นที่เก็บเว็บเพจ เราเรียกว่าเซิร์ฟเวอร์ (Server) หรือโฮสต์ (Host) ส่วนองค์กรหรือผู้ควบคุมดูแลและจัดสรรหมายเลขไอพีแอดเดรส เราเรียกว่า อินเทอร์นิก (InterNIC)
 
   
 
1.3 โดเมนเนม (Domain Name)
 
             เป็นระบบที่นำตัวอักษร ที่จำได้ง่ายเข้ามาแทนไอพีแอดเดรส ที่เป็นตัวเลขแต่ละโดเมนจะมีชื่อไม่ซ้ำกัน และมักจะถูกตั้งให้คล้ายกับชื่อของบริษัทหน่วยงาน หรือองค์กรของผู้เป็นเจ้าของ เพื่อความสะดวกในการจดจำชื่อ
 
 
 
ตารางที่ 2.1 ความหมายของโดเมนเนม
 
โดเมนเนม
 
ความหมาย
 
Com
 
กลุ่มองค์กรการค้า (Commercial)
 
Edu
 
กลุ่มการศึกษา (Education)
 
Gov
 
กลุ่มองค์กรรัฐบาล (Governmental)
 
Mil
 
กลุ่มองค์กรทหาร (Military)
 
Net
 
กลุ่มองค์การบริหาร (Network Service)
 
Org
 
กลุ่มองค์กรอื่นๆ (Organization)
 
 
 
ตารางที่ 2.2 ความหมายของโดเมนเนมที่เป็นชื่อย่อยของประเทศ (ต่อ)
 
โดเมนเนมที่เป็นชื่อย่อของประเทศ
 
ความหมาย
 
Au
 
ออสเตรเลีย (Australia)
 
Fr
 
ฝรั่งเศส (France)
 
Th
 
ไทย (Thailand)
 
Jp
 
ญี่ปุ่น (Japan)
 
Uk
 
อังกฤษ (United Kingdom)
 
 
 
        1.4 โดเมนเนมเซิร์ฟเวอร์
 
                 โดเมนเนมเซิร์ฟเวอร์ (Domain Name Server) ถึงแม้ระบบโดเมนเนม จะทำให้จดจำชื่อได้ง่าย แต่การทำงานจริง ของอินเทอร์เน็ต ก็จำเป็นต้องใช้ไอพีแอดเดรสอย่างเดิม ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีระบบ ที่จะทำการแปลงโดเมน ไปเป็นไอพีแอดเดรส โดยจะต้องจัดการให้คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ทำหน้าที่ในการแปลงโดเมนเนม ไปเป็นไอพีแอดเดรส เครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะทำหน้าที่นี้ จะถูกเรียกว่าโดเนมเนมเซิร์ฟเวอร์ (Domain Name Server) หรือ ดีเอ็นเอสเซิร์ฟเวอร์ (DNS Server) ตำแหน่งอ้างอิงเว็บเพจ เป็นตำแหน่งที่ใช้อ้างอิงเว็บเพจต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตโดยพิมพ์ URL เข้าไปในช่อง Address ของเว็บบราวเซอร์โดย URL ประกอบด้วย 3 ส่วนดังนี้
 
                     1.4.1 www.hotmail.com/data.html
 
                     1.4.2 www คือ การแสดงว่าขณะนี้กำลังใช้บริการ www
 
                     1.4.3 hotmail คือโดเมนของเว็บไซต์ที่ใช้งานอยู่
 
                     1.4.4 data.html คือ ตำแน่งของไฟล์ที่เก็บเว็บเพจหน้านั้นอยู่
 
 
 
1.5 การเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ต
 
             การเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าสู่อินเทอร์เน็ตผู้ใช้จะต้องสมัครเป็นสมาชิกเครือข่ายจะต้องมีบีประจำเครื่อง (Account Number) ที่ศูนย์บริการ แล้วเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้ากับเครื่องศูนย์บริการ โดยใช้สายโทรศัพท์ผ่านทางโมเด็ม (Modem) และจะมีซอฟต์แวร์ทำหน้าที่แปลงคอมพิวเตอร์เข้ากับเครื่องทีศูนย์บริการเมื่อสมัครเป็นสมาชิกแล้ว ผู้ใช้จะมี User ID หรือ User name หรือ Login name และ Password ผู้ใช้จะต้องจัดเตรียมอุปกรณ์ดังต่อไปนี้
 
        1.5.1 เครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่จำกัดชนิดและยี่ห้อ ส่วนใหญ่ที่นิยมใช้จะใช้เครื่อง PC
 
        1.5.2 โมเด็ม ทำหน้าที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์แลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านทางสายโทรศัพท์ได้ ความเร็วของโมเด็มเป็นความเร็วในการส่งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ โมเด็มมีขนาดความเร็วต่างกัน โมเด็มมีขนาดความเร็วสูงตั้งแต่ 14.4 Kbps ขึ้นไป ส่วนใหญ่แล้วจะมีความสมารถรับส่ง Fax ได้ด้วย เรียกว่า Fax Modem โมเด็มที่มีความเร็วสูงจะมีราคาแพงกว่า ความเร็วของโมเด็มจะวัดเป็นบิตต่อวินาที (Bps) โมเด็มแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
 
             1.5.1.1 โมเด็มภายใน (Internal Modem) เป็นการ์ดที่เสียบลงบนสล็อต (slot) ของเมนบอร์ด
 
             1.5.1.2 โมเด็มภายนอก (External Modem) เป็นกล่องขนาดเล็ก มีพอร์ต (port) เพื่อเสียบสัญญาณจากคอมพิวเตอร์เข้าโมเด็ม มีช่องสำหรับเสียบสายโทรศัพท์และมีสายไฟจากโมเด็มเพื่อต่อเข้ากับไฟบ้าน
 
        1.5.3 โทรศัพท์ เพื่อเชื่อมต่อสายโทรศัพท์บ้านเข้าหากัน เพื่อให้สัญญาณข้อมูลส่งผ่านสายโทรศัพท์ ดังนั้นผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต จะต้องมีโทรศัพท์หนึ่งหมายเลขในการติดต่อเข้าอินเทอร์เน็ต
 
        1.5.4 ซอฟต์แวร์ ในการใช้อินเทอร์เน็ตจะมีโปรแกรมที่เกี่ยวข้องอยู่ 3 ประเภทคือ
 
             1.5.4.1 โปรแกรมที่ใช้ในการติดต่อเพื่อจัดเก็บข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเอตร์กับอินเทอร์เน็ต ถ้าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นระบบปฏิบัติการ window 95 จะมีโปรแกรม dial-Up Networking ที่ใช้ในการสื่อสารอยู่แล้ว
 
             1.5.4.2 โปรแกรมที่ใช้รับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) เช่น Eudora
 
             1.5.4.3 โปรแกรมที่ใช้ค้นหาข้อมูลลงบนอินเทอร์เน็ต เรียกว่าเบราวเซอร์ (Browser) เช่น Netscape Navigator, Internet Exploer
 
        1.5.5 ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP : Internet Service Provider) ผู้ใช้จะต้องสมัครเป็นสมาชิกเครือข่ายกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นศูนย์บริการให้กับสมาชิกซึ่งมีทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งผู้ให้บริการเหล่านี้จะเชื่อมโยงกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลกโดยศูนย์บริการเหล่านี้จะต้องเสียเงินค่าเช่าสายสัญญาณไปต่างประเทศให้กับรัฐ
 
 
 
        1.6 ข้อมูลข่าวสารบนเว็บไซต์
 
            1.6.1 เว็บเพ็จ (Web Pang) คือ ข้อมูลที่แสดงบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นเอกสารที่สามารถเชื่อมโยงไปยังหน้าอื่นๆ ได้
 
                     1.6.2 เว็บไซต์ (Web Site) คือ เว็บเพ็จทั้งหลายที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตและบรรจุไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งๆ เช่น เว็บไซต์ www.google.com
 
                     1.6.3 โฮมเพจ (Home Page) คือ เว็บเพ็จหลักของเว็บไซต์ ภายในโฮมเพจจะมีการเชื่อมต่อเปิดเข้าไปชม เว็บเพ็จอื่นๆ ที่อยู่ภายในเว็บไซต์นี้ได้
 
                     1.6.4 โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Web Browser) เป็นโปรแกรมทีทำหน้าที่เปิดเว็บเพ็จ และสามารถรับส่ง ไฟล์ทางอินเทอร์เน็ต โดยการแปลงภาษา HTML แล้วแสดงผลคำสั่งให้ออกมาเป็นรูปภาพ เสียง และข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันได้แก่ NCSA Mosaic, Netscape Navigator, Internet Explorer และ Opera โปรแกรมที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ Internet Explorer
 
                     1.6.5 ภาษา HTML (Hyper TextMarkup Language) เป็นภาษาที่ใช้ในการเขียนเว็บเพ็จ โดยสามารถใส่จุดเชื่อมโยง (Link) ไปยังเอกสารหน้าอื่นๆ ซึ่งการเชื่อมโยงนี้ถูกเรียกว่า Hypertext หรือเอกสาร HTML ซึ่งเว็บเพ็จจะใช้รหัส คำสั่ง สำหรับควบคุมการแสดงผลข้อความ หรือรูปภาพในลักษณะต่างๆ กันได้ โดยใช้สิ่งที่เรียกว่า แท็ก (Tag) ซึ่งแท็กจะกำหนดเบราวเซอร์ให้มีความหมายของรหัสสั่งดังกล่าว เป็นข้อมูลของเว็บเพจและคุณสมบัติพื้นฐานต่างๆ ด้วย นอกจากนี้ยังมีการนำเอาโค้ดภาษาโปรแกรมที่เรียกว่าสคริปต์ (Sclipt) มาช่วยเพิ่มความสามารถ และสีสันให้เว็บเพ็จมากขึ้น
 
                     1.6.6 WYSIWYG (What-You-See-Is-What-You-Get) โปรแกรมแบบวิสสิวิกนี้ ใช้สร้างเว็บเพ็จโดยการนำรูปภาพหรือข้อความมาวางทับบนเว็บเพ็จ และเมื่อแสดงผลเว็บเพ็จ จะปรากฏหน้าเอกสารของเว็บเพ็จ เหมือนกับขณะที่ทำการสร้าง การใช้งานจะใช้งานได้ง่ายกว่า การเขียนด้วยภาษา HTML โปรแกรมที่สามารถตอบสนอง การสร้างเว็บเพ็จแบบ WYSIWYG มีอยู่หลายโปรแกรมให้เลือกใช้เช่น FrontPage, Dreamweaver
 
        1.7 บริการต่างๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
 
                 อินเทอร์เน็ต เป็นแหล่งที่ใช้ในการจัดเจ็บข้อมูลจำนวนมาก ที่เราสามารถค้นคว้าและรับส่งข้อมูลไปมาระว่างกันได้ อินเทอร์เน็ตจึงมีประโยชน์สำหรับยุคสังคมและข่าวสารในปัจจุบันอย่างมาก อินเทอร์เน็ตจะทำหน้าที่ เหมือนห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ส่งข้อมูลที่เราต้องการมาให้ถึงบ้านหรือที่ทำงานภายในไม่กี่วินาที โดยจัดเป็นบริการในรูปแบบต่างๆดังนี้
 
                     1.7.1 เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web : WWW) คือบริการค้นหาและแสดงข้อมูลแบบมัลติมีเดีย บนอินเทอร์เน็ตทุกประเภท ซึ่งข้อมูลสารสนเทศอาจจัดอยู่ในรูปแบบของข้อความ รูปภาพ หรือเสียงได้ ข้อดีของบริการประเภทนี้คือ สามารถเชื่อมโยงไปยังเว็บเพ็จหน้าอื่น หรือเว็บไซต์หน้าอื่นได้ง่าย เพราะใช้วิธีการของไฮเปอร์เท็กซ์ (Hypertext) โดยมีการทำงานแบบไคลเอนท์/เซิร์ฟเวอร์ (Client/Server) ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูล จากเครื่องที่ให้บริการซึ่งเรียกว่าเว็บเซิร์ฟเวอร์ โดยอาศัยโปรแกรม ที่ใช้ดูข้อมูลเว็บเบราวเซอร์ (Web Browser) ซึ่งผลที่ได้จากการแสดงเป็นไฮเปอร์เท็กซ์ ซึ่งปัจจุบันมีการผนวกรูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว และสามารถเชื่อมโยงไปยังเอกสารหรือข้อมูลอื่นๆ ได้โดยตรง ตัวอย่าง เช่น www.yahoo.com สามารถค้นหาและเขื่อมโยงข้อมูลไปยังเรื่องราวต่างๆ เช่น การศึกษาการท่องเที่ยว โรงแรมต่างๆ การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ เป็นต้น
 
                     1.7.2 จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail) หรือนิยมเรียกทั่วไปว่า “อีเมล์” (E-mail) เป็นรูปแบบการติดต่อสื่อสาร ระหว่างกัน และกันบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด สามารถส่งข้อความ ไปยังสมาชิกที่ติดต่อด้วย โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีและสามารถแนบไฟล์ไปพร้อมกับจดหมายได้อีกด้วย การส่งจดหมายในลักษณะนี้จะต้องมีอยู่เหมือนกับการส่งจดหมายปกติ แต่ของจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เราเรียกว่า E-mail Address
 
                     1.7.3 การโอนย้ายข้อมูล (FTP : File Transfer Protocol) เป็นรูปแบบการติดต่อสื่อสารข้อมูล บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ใช้สำหรับการโอนย้ายข้อมูลสำหรับผู้ใช้โปรแกรม FTP กับ FTP Server การโอนย้ายไฟล์จาก FTP Server มายังเครื่องของผู้ใช้ เรียกว่าดาวน์โหลด (Download) และการโอนย้ายไฟล์ จากเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ไปยัง FTP Server เรียกว่า อัพโหลด
 
                     1.7.4 การสืบค้นข้อมูล (Search Engine) คือบริการที่ใช้ในการค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต โดยพิมพ์ข้อความที่ต้องการสืบค้นเข้าไป โปรแกรมจะทำการค้นหาข้อมูลที่ต้องการ ให้ภายในเวลาไม่กี่นาที โปรแกรมประเภทนี้เราเรียกว่า Search Engine เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่สามารถจำชื่อเว็บไซต์ บางเว็บได้ ก็สามารถใช้วิธีสืบค้นข้อมูล ในลักษณะนี้ได้ เว็บไซต์ที่ทำหน้าที่เป็น Search Engine มีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น google.com, yahoo.com, sanook.com ฯลฯ เป็นต้น
 
                     1.7.5 การสนทนากับผู้อื่นบนอินเทอร์เน็ต จะคล้ายกับการใช้โทรศัพท์แต่จะแตกต่างกันที่ เป็นการสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะใช้ไมโครโฟน และลำโพงที่ต่ออยู่กับคอมพิวเตอร์ในการสื่อสาร
 
                     1.7.6 กระดานข่าวอิเล็กทรอนิกส์ (New Group or Use Net) เป็นบริการกระดานข่าวอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และแสดงความคิดเห็นลงไปในกระดานข่าวได้ มีการแบ่งกลุ่มของผู้ใช้ออกเป็นกลุ่มๆ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะสนใจเรื่องราวที่แตกต่างกันไป เช่น การศึกษา การท่องเที่ยว การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม การเกษตร และอุตสาหกรรม เป็นต้น
 
                     1.7.7 การสื่อสารด้วยข้อความ IRC (Internet Relay Chat) เป็นการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น โดยการพิมพ์ข้อความโต้ตอบกัน ซึ่งจำนวนผู้ร่วมสนทนาอาจมีหลายคนในเวลาเดียวกัน ทุกคนจะเห็นข้อความ ที่แต่ละคนพิมพ์เหมือนว่ากำลังนั่งสนทนากันอยู่ในห้องเดียวกัน โปรแกรมที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารได้แก่โปรแกรม mIRC โปรแกรม PIRCH และโปรแกรม Comic Chat นอกจากโปรแกรม IRC แล้ว ในปัจจุบันนี้ภายในเว็บไซต์ ยังเปิดบริการห้องสนทนาผ่านทางโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ได้อีกด้วย
 
 
 
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce)
 
          พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซคือ  การค้าขายผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต  อินเตอร์เน็ตจะเปลี่ยนวิถีทางการดำรงชีวิตของทุกคน  อินเตอร์เน็ต จะเปลี่ยนวิธีการศึกษาหาความรู้ อินเตอร์เน็ตจะเปลี่ยนวิธีการทำมาค้าขาย อินเตอร์เน็ตจะเปลี่ยนวิธีการหาความสุขสนุกสนาน  อินเตอร์เน็ตจะเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง และทุกสิ่งทุกอย่างจะรวมกันเข้ามาหาอินเตอร์เน็ต
 
              กล่าวกันว่าในปัจจุบันนี้ถ้าบริษัทห้างร้านใดไม่มีหน้าโฮมเพจในอินเตอร์เน็ตบริษัทห้างร้านนั้นก็ไม่มีตัวตน นั่นคือไม่มีใครรู้จัก เมื่อไม่มีใครรู้จักก็ไม่มีใครทำมาค้าขายด้วย แล้วถ้าไม่มีใครทำมาค้าขายด้วยก็อยู่ไม่ได้ต้องล้มหายตายจากไป
 
         ว่ากันว่าอินเตอร์เน็ตคือแหล่งข้อมูลข่าวสาร และข้อมูลข่าวสารอย่างหนึ่งก็คือ ข้อมูลเกี่ยวกับราคาสินค้า ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ และข้อมูลเกี่ยวกับผู้ขายผู้ผลิต  ซึ่งในปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือกในการที่จะซื้อสินค้ากันมากขึ้น เช่นการเข้าไปเลือกซื้อจากในเว็บไซต์ มีการเข้าไปเปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนที่จะซื้อ  หากจะกล่าวว่า “ข่าวสาร” คืออำนาจ ในปัจจุบันนี้ผู้บริโภคก็ได้รับการติดอาวุธอย่างใหม่ที่มีอำนาจมากพอที่จะต่อรองกับผู้ผลิต และผู้จำหน่ายสินค้าได้ผลดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาและพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
 
          ในการทำอีคอมเมิร์ซนั้นไม่ใช่เพียงแค่เป็นเว็บเพจหรือช่องทางการจำหน่ายสินค้า แต่อีคอมเมิร์ซยังมีความหมายรวมไปถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อลดค่าใช้จ่าย ลดเวลาที่ต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกับผู้บริโภค และผู้ค้าส่ง สำนักวิจัยไอดีซี (IDC) ได้ประมาณรายได้ของการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B-to-B) ว่าเพิ่มขึ้นจาก 80 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 3,200 พันล้านบาทในปี พ.ศ. 2542 เป็น 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 40 ล้านล้านบาทในปี พ.ศ. 2546
 
       ประโยชน์ของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce)
 
                      ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นช่องทางการค้าที่น่าสนใจมาก เพราะนับวันก็ยิ่งมีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งส่งผลให้การค้าทางอินเตอร์เน็ตขยายตัวได้อย่าง รวดเร็วและการทำธุรกิจบนเว็บไซต์นั้นสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้มากมายหลายประการ ได้แก่
 
                 1. ทำการค้าได้ตลอด 24 ชั่งโมง และขายสินค้าได้ทั่วโลก นักท่องอินเตอร์เน็ตจากทั่วทุกมุมโลกสามารถเข้ามาในเว็บไซต์ของบริษัทได้ตลอดเวลาผู้ขายสามารถนำเสนอสินค้า ผลิตภัณฑ์ และบริการต่างๆได้อย่างรวดเร็ว โดยคำสั่งซื้ออาจเกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมงและมาจากที่ต่างๆกัน
 
                 2. ข้อมูลทันสมัยอยู่เสมอ และประหยัดค่าใช้จ่าย พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นั้นมีประโยชน์ที่สำคัญมากอีกประการหนึ่ง คือสามารถ เสนอข้อมูลที่ใหม่ล่าสุดให้กับลูกค้าได้ทันทีซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์เอกสาร และประหยัดเวลาในการประชาสัมพันธ์
                 3. ทำงานแทนพนักงานขาย และเพิ่มประสิทธิภาพการขาย พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นั้นสามารถทำงานแทนพนักงานขายของคุณได้ โดยสามารถทำการค้าในรูปแบบอัตโนมัติ และดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการทางธุรกิจภายในองค์กรนั้นๆ
 
                 4. แทนหน้าร้าน หรือบูทแสดงสินค้า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สามารถแสดงสินค้าที่มีอยู่ให้กับลูกค้าทั่วโลกได้มองเห็นสินค้าของคุณ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายตกแต่งหน้าร้าน หรือในการเดินทางออกไปในบูทแสดงสินค้าในที่ต่างๆ
 
                 5. เทคโนโลยีช่วยส่งเสริมผลิตภัณฑ์ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆมาช่วยในการทำให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น การแสดงสินค้าโดยผู้ชมสามารถดูสินค้าได้ 180 องศา หรือลูกค้าสามารถอ่านหัวข้อของหนังสือที่ต้องการซื้อก่อนได้
 
                          6. ง่ายต่อการชำระเงิน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สามารถชำระเงินได้อย่างสะดวกสบายโดยวิธีการตัดผ่านบัตรเครดิตหรือการโอนเงินเข้าบัญชีซึ่งจะเป็นระบบอัตโนมัติ
 
                 7. เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ในโลกพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บริษัทขนาดเล็กสามารถมีโอกาสทางธุรกิจเทียบได้กับบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายๆอย่าง เป็นต้นว่า ชื่อ URL ของบริษัทควรจะจำง่าย การออกแบบเว็บไซต์ให้สวยงามและปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ การสั่งซื้อและการชำระเงินมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี เป็นต้น
 
                 8. สร้างความประทับใจและพึงพอใจได้มากกว่า ปัจจุบันการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ตทำได้อย่างง่ายดาย สินค้าและบริการมีให้เลือกมากมายทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทาง และเสียเวลาไปกับการค้นหาสินค้าและบริการที่ต้องการ ลูกค้าสามารถค้นหาสินค้าที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วที่สุด เช่น ถ้าลูกค้าต้องการซื้อของตกแต่งบ้านจากเว็บไซต์ bangpa-in.com ลูกค้าสามารถจะค้นหาสินค้าจาก
 
ประเภทของสินค้า หรือค้นหาตามรูปแบบที่ต้องการได้ ในกรณีที่ลูกค้าสั่งสินค้าและได้ให้รายละเอียดส่วนตัวไว้ ร้านค้าสามารถ บันทึก รายละเอียดของลูกค้าไว้ในฐานข้อมูลของเราเพื่อความสะดวกของลูกค้าในการสั่งซื้อสินค้าครั้งต่อไป(Member System)
                 9. รู้และแก้ปัญหาต่างๆได้ทันท่วงที พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สามารถให้บริการหลังการขายได้เช่นกัน โดยใช้ประโยชน์จากอีเมล์ในการติดต่อลูกค้า การสร้างแบบสอบถามลูกค้าเพื่อสอบถามความพึงพอใจต่อสินค้าและบริการทำให้ร้านค้าสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นและทันท่วงที
 
 
วงจรการพัฒนาระบบด้วย SDLC
 
       วงจรการพัฒนาระบบ (System Development Life Cycle) ที่เรียกว่า SDLC (โอภาส เอี่ยมสิริวงศ์, 2548) เป็นวงจรที่แสดงถึงกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละขั้นตอนตั้งแต่เริ่มจนกระทั่งสำเร็จ วงจรการพัฒนาระบบนี้จะทำให้เข้าใจถึงกิจกรรมพื้นฐานและรายละเอียดต่างๆ ในการพัฒนาระบบ ซึ่งมี  7 ขั้นตอนดังนี้
 
1.          กำหนดปัญหา (Problem Definition) เป็นขั้นตอนของการกำหนดขอบเขตขอ.ปัญหาและศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบใหม่ มีการกำหนดความต้องการ โดยรวบรวมข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องด้วยวิธีต่างๆ ได้แก่ การรวบรวมเอกสาร การสัมภาษณ์การสังเกตและการใช้แบบสอบถาม เพื่อจัดทำสรุปเป็นข้อกำหนดที่ชัดเจน สรุปขั้นตอนกำหนดปัญหารับรู้สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน
 
       สรุปหาสาเหตุของปัญหา และสรุปผลยื่นแก่ผู้บริหารเพื่อพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ในแง่มุมต่างๆ เช่นด้านต้นทุน  และทรัพยากรรวบรวมความต้องการจากผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การวบรวมเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกต และแบบสอบถามสรุปข้อกำหนดต่างๆ ให้มีความชัดเจน ถูกต้อง
 
       2. วิเคราะห์ระบบ (Analysis) เป็นขั้นตอนของการวิเคราะห์การดำเนินงานโดยนำ Requirement Specification ที่ได้จากขั้นตอนแรกมาวิเคราะห์ในรายละเอียด เพื่อสร้างกระแสไหลของข้อมูล คำอธิบายประมวลผลข้อมูล และแบบจำลองข้อมูล ในรูป UML Model เป็นต้น สรุปในขั้นตอนวิเคราะห์
 
         2.1 วิเคราะห์ระบบงานเดิม
 
             2.2 กำหนดความต้องการของระบบงานใหม่
 
             2.3 สร้างแบบจำลอง UML Model ประกอบด้วย Use Case Diagram, Activity Diagram, Sequence Diagram เป็นต้น
 
             2.4 สร้างพจนานุกรมข้อมูล
 
       3. ออกแบบระบบ (Design) เป็นขั้นตอนที่ได้จากผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนการวิเคราะห์มาจำลองข้อมูล ออกแบบรายงาน ออกแบบจอรูปในการติดต่อกับการใช้งาน ออกแบบฐานข้อมูล จัดทำพจนานุกรมข้อมูลและสร้างต้นแบบ ซึ่งในขั้นตอนของการวิเคราะห์และออกแบบนี้จะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาอะไร (What) และแก้ปัญหาอย่างไร (How) สรุปในขั้นตอนการออกแบบ คือ
 
             3.1 การออกแบบจอภาพ (Input Design)
 
             3.2 การออกแบบข้อมูลนำเข้า และรูปแบบการรับข้อมูล
 
             3.3 การออกแบบผังระบบ (System Flowchart)
 
             3.4 การออกแบบฐานข้อมูล (Database Design)
 
       4. พัฒนาระบบ (Development) เป็นขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรมด้วยการเขียนชุดคำสั่งเพื่อสร้างระบบงานโดยการพัฒนานั้นจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในการเลือกใช้เทคโนโลยี  สรุปขั้นตอนการพัฒนา คือ 
 
             4.1 พัฒนาโปรแกรมจากที่ได้ทำการวิเคราะห์และออกแบบไว้
 
             4.2 เลือกภาษาที่เหมาะสม และพัฒนาต่อได้ง่าย
 
             4.3 อาจจำเป็นต้องใช้ CASE Tools ในการพัฒนา เพื่อเพิ่มความสะดวก และการตรวจสอบหรือแก้ไขที่รวดเร็วขึ้น และเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน
 
             4.4 สร้างเอกสารโปรแกรม
 
       5. ทดสอบระบบ (Testing) เป็นขั้นตอนทดสอบระบบงานก่อนที่จะนำไปใช้งานจริงหากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นจะต้องย้อนกลับไปยังขั้นตอนปรับปรุงและแก้ไขโปรแกรม การทดสอบนี้จะทดสอบรูปแบบการเขียน และตรวจสอบวัตถุประสงค์ว่าตรงตามความต้องการหรือไม่ พร้อมจัดอบรมการใช้ระบบ
 
       6. ติดตั้งระบบ (Implementation) เมื่อมั่นใจว่าระบบงานสามารถใช้งานได้จริงให้ดำเนินการติดตั้งระบบ โดยจะต้องศึกษาสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่จะติดตั้ง และจัดทำคู่มือการใช้งาน สรุปขั้นตอนการติดตั้ง คือ
 
             6.1 ก่อนทำการติดตั้งระบบควรศึกษาสภาพแวดล้อมของพื้นที่จะติดตั้ง
 
             6.2 เตรียมอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ทางการสื่อสารและเครือข่ายให้พร้อม
 
             6.3 ขั้นตอนนี้อาจจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญระบบ เช่น System Engineer หรือ ทีมงาน Technical Support
 
             6.4 ลงโปรแกรมระบบปฏิบัติการ และแอพพลิเคชั่นโปรแกรมให้ครบถ้วน
 
             6.5 ดำเนินการใช้งานระบบใหม่
 
             6.6 จัดทำคู่มือการใช้งาน
 
       7. บำรุงรักษาระบบ (Maintenance) เป็นขั้นตอนการปรับปรุงแก้ไขระบบงานหลังจากที่ได้มีการติดตั้งและใช้งานแล้ว เนื่องจากอาจเกิดปัญหาของโปรแกรม ซึ่งโปรแกรมเมอร์จะต้องทำการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง หรือเกิดความต้องการของผู้ใช้งานที่ต้องการเพิ่มโมดูลโนการทำงานอื่นๆ ซึ่งทั้งนี้ก็จะเกี่ยวข้องกับ Requirement Specification ที่เคยตกลงกันก่อนหน้าด้วย ดังนั้นในส่วนงานนี้จะคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มหรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องของรายละเอียดที่ผู้พัฒนาหรือนักวิเคราะห์ระบบจะต้องดำเนินการกับผู้ว่าจ้างต่อไป สรุปในขั้นตอนการบำรุงรักษา คือ
 
             7.1 อาจมีข้อผิดพลาดบางอย่างที่พึ่งค้นพบ ต้องรีบแก้ไขโปรแกรมให้ถูกต้องโดยด่วน
 
             7.2 ในบางครั้งอาจมีการเพิ่มโมดูล หรืออุปกรณ์บางอย่าง
 
             7.3 การบำรุงรักษา หมายความรวมถึงการบำรุงรักษาทั้งทางด้านซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์
 
 
 
ภาษาและเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา
 
1. โปรแกรมคอมพิวเตอร์ PHP
 
          (กฤษฎา ชาญรบ, 2554) PHP เกิดในปี 1994 โดย Rasmus Lerdorf โปรแกรมเมอร์ชาวสหรัฐอเมริกาได้คิดค้นสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาเว็บส่วนตัวของเขา โดยใช้ข้อดีของภาษา C และ Perl เรียกว่า Personal Home Page และได้สร้างส่วนติดต่อกับฐานข้อมูลชื่อว่า Form Interpreter ( FI ) รวมทั้งสองส่วน เรียกว่า PHP/FI ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นของ PHP มีคนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเขาแล้วเกิดชอบจึงติดต่อขอเอาโค้ดไปใช้บ้าง และนำไปพัฒนาต่อ ในลักษณะของ Open Source ภายหลังมีความนิยมขึ้นเป็นอย่างมากภายใน 3 ปีมีเว็บไซต์ที่ใช้ PHP/FI ในติดต่อฐานข้อมูลและแสดงผลแบบ ไดนามิกและอื่นๆ มากกว่า 50000 ไซต์
 
          PHP เป็นภาษาสคริปต์ที่ประมวลผลที่ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ แล้วส่งผลลัพธ์ไปแสดงผลที่ฝั่งไคลเอ็นต์ผ่านบราวเซอร์เช่นเดียวกับ CGI และ ASP ต่อมาเมื่อมีผู้ใช้มากขึ้นจึงมีการร้องขอให้มีการพัฒนาประสิทธิภาพของ PHP/FI ให้สูงขึ้น Rasmus Lerdorf ก็ได้ผู้ที่มาช่วยพัฒนาอีก 2 คนคือ Zeev Suraski และ Andi Gutmans ชาวอิสราเอล ซึ่งปรับปรุงโค้ดของ Lerdorf ใหม่โดยใช้ C++ ต่อมาก็มีเพิ่มเข้ามาอีก 3 คน คือ Stig Bakken รับผิดชอบความสามารถในการติดต่อ Oracle, Shane Caraveo รับผิดชอบดูแล PHP บน Window 9x/NT, และ Jim Winstead รับผิดชอบการตรวจ ความบกพร่องต่างๆ และได้เปลี่ยนชื่อเป็น Professional Home Page
 
          PHP3 ได้ออกสู่สายตาของนักโปรแกรมเมอร์เมื่อ มิถุนายน 1998 ที่ผ่านมาในเวอร์ชั่นนี้มีคุณสมบัติเด่นคือสนับสนุนระบบปฏิบัติการทั้ง Window 95/98/ME/NT, Linux และเว็บเซร์ฟเวอร์ อย่าง IIS, PWS, Apache, OmniHTTPd สนับสนุน ระบบฐานข้อมูลได้หลายรูปแบบเช่น SQL Server, MySQL, mSQL, Oracle, Informix, ODBC
 
          เวอร์ชั่นล่าสุดในปัจจุบันคือ PHP4 ซึ่งได้เพิ่ม Functions การทำงานในด้านต่างๆให้มากและง่ายขึ้นโดย Zend ซึ่งมี Zeev และ Andi Gutmans ได้ร่วมก่อตั้งขึ้น ( http://www.zend.com ) ในเวอร์ชั่นนี้จะเป็น compile script ซึ่งในเวอร์ชั่นหน้านี้จะเป็น embed script interpreter ในปัจจุบันมีคนใช้ PHP สูงกว่า 5,100,000 sites แล้วทั่วโลก ผู้พัฒนาได้ตั้งชื่อของง PHP ใหม่ว่า PHP: Hypertext Preprocessor ซึ่งหมายถึงมีประสิทธิภาพระดับโปรเฟสเซอร์สำหรับไฮเปอร์เท็กซ์
 
          ความสามารถของ PHP นั้นในความสามารถพื้นฐานที่ภาษาสคริปต์ทั่วๆไปมีนั้น PHP ก็มีความสามารถทำได้ทัดเทียมเช่นเดียวกันเช่น การรับข้อมูลจากฟอร์ม, การสร้าง Content ในลักษณะ Dynamic, รับส่ง Cookies, สร้าง, เปิด, อ่าน และปิดไฟล์ในระบบ, การรองรับระบบจัดการฐานข้อมูลมากมายดังนี้
 
Adabas D
 
Ingres
 
Oracle (OCI7 and OCI8)
 
Dbase
 
InterBase
 
Ovrimos
 
Empress
 
FrontBase
 
PostgreSQL
 
FilePro (read-only)
 
mSQL
 
Solid
 
Hyperwave
 
Direct MS-SQL
 
Sybase
 
IBM DB2
 
MySQL
 
Velocis
 
Informix
 
ODBC
 
Unix dbm
 
ตัวอย่างภาษาสคริปต์พื้นฐาน ของ PHP
 
แต่ตัวจัดการฐานข้อมูลที่ทาง NINETO E-MAGAZINE ONLINE เลือกมาใช้ในบทความนี้คือ MySQL เหตุที่เลือกตัวนี้คือ เป็นที่นิยมกว้างขว้างและประเด็นหนึ่งที่จะต้องพิจารณาคือ Free เพราะ MySQL จัดเป็น Software ประเภท Freeware รองรับ OS ได้หลายระบบด้วยกัน ท่านสามารถดาวน์โหลดได้ที่หน้า Download ซึ่งเราได้จัดเตรียมไว้ให้แล้ว
 
                Protocol Support ความสามารถในการรองรับโปรโตคอลหลายแบบทั้ง IMAP  SNMP NNTP  POP3  HTTP และยังมีไลบารีสำหรับติดต่อ กับแอพพลิเคชั่นได้มากมาย มีความยืดหยุ่นสูงสามารถนำไปสร้างแอพพลิเคชั่นได้หลากหลาย และอีกข้อดีหนึ่งที่โดเด่นคือของ PHP ก็คือสามารถแทรกลงในแท็ก HTML ในตำแหน่งใดก็ได้
 
จะใช้ PHP ต้องมีอะไรบ้าง
 
          เนื่องจากว่า PHP ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตัว Web Server ดังนั้นถ้าจะใช้ PHP ก็จะต้องดูก่อนว่า Web server นั้นสามารถใช้สคริปต์ PHP ได้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น PHP สามารถใช้ได้กับ Apache WebServer และ Personal Web Server (PWP) สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows 95/98/NT 
 
          ในกรณีของ Apache เราสามารถใช้ PHP ได้สองรูปแบบคือ ในลักษณะของ CGI และ Apache Module ความแตกต่างอยู่ตรงที่ว่า ถ้าใช้ PHP เป็นแบบโมดูล PHP จะเป็นส่วนหนึ่งของ Apache หรือเป็นส่วนขยายในการทำงานนั่นเอง ซึ่งจะทำงานได้เร็วกว่าแบบที่เป็น CGI เพราะว่า ถ้าเป็น CGI แล้ว ตัวแปลชุดคำสั่งของ PHP ถือว่าเป็นแค่โปรแกรมภายนอก ซึ่ง Apache จะต้องเรียกขึ้นมาทำงานทุกครั้ง ที่ต้องการใช้ PHP ดังนั้น ถ้ามองในเรื่องของประสิทธิภาพในการทำงาน การใช้ PHP แบบที่เป็นโมดูลหนึ่ง
ของ Apache จะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า
 
2. ระบบจัดการฐานข้อมูล My SQL
 
     MySQL เป็นฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกอินเทอร์เน็ต MySQL เป็นซอฟต์แวร์ที เปิดใช้งานฟรี (Open Source) ทางด้านฐานข้อมูลที มีประสิทธิภาพสูง เป็นทางเลือกใหม่จากผลิตภัณฑ์ระบบจัดการฐานข้อมูลในตลาดปัจจุบันที่มักจะเป็นการผูกขาดของผลิตภัณฑ์เพียงไม่กี่ตัว นักพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่เคยใช้ MySQL ต่างยอมรับในความสามารถ ความรวดเร็ว การรับรองในจำนวนผู้ใช้ และขนาดของข้อมูลจำนวนมหาศาลทั้งยัง สนับสนุนการใช้งานบนระบบปฏิบัติการมากมาย เช่น UNIX, OS/2, Windows
 
 
 
3. โปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์ Apache
 
          (Mr.DP, 2552) Apache เป็น web Server การติดตั้ง MySQL เพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกับ PHP และ Apache เป็นลักษณะที่พบได้บ่อย เนื่องจากเป็นโปรแกรมที่ใช้งานได้ฟรีจึงมีจำนวนผู้ใช้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Apache ที่เป็นซอฟต์แวร์ web server ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลด PHP และ MySQL ก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นลักษณะการทำงานของ Apache, PHP และ MySQL นี้จะเป็นการทำงานในลักษณะ Server – Side คือ ทำงาน Server เหมือนกับการทำงานของ CGI ซึ่งจะส่งผลลัพธ์กลับมาที่ Client เท่านั้น ส่วนตัวโปรแกรมและลอจิกทั้งหลายจะอยู่ที่ Server
 
 
 
ทฤษฎี เกี่ยวกับความพึงพอใจ
 
                ความพึงพอใจในการทำงานมีความเกี่ยวข้องกับ ความต้องการของมนุษย์และการจูงใจโดยตรง ได้มีผู้ศึกษาค้นคว้าและเขียนไว้มากมาย แต่ในที่นี้จะขอนำมากล่าวเฉพาะหลักการและทฤษฎีที่สำคัญพอสังเขป ดังนี้
 
                Herzberg (2532 : 67-69) ได้ศึกษาทฤษฎีจูงใจค้ำจุน (Motivation Maintenance Theory) หรือ ทฤษฎีจูงใจสุขอนามัย(Motivation Hygiene Theory) เป็นทฤษฎีที่ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ที่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจและไม่พึงพอใจในการปฏิบัติงาน ปัจจัยทั้งสองได้แก่ ปัจจัยจูงใจ (MotivationFactor) และปัจจัยสุขอนามัย หรือ ปัจจัยค้ำจุน(Hygiene Factor)
 
                ปัจจัยจูงใจ (MotivationFactor) เป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับงานที่ปฏิบัติโดยตรง เป็นปัจจัยที่จูงใจให้บุคลากรในหน่วยงานเกิดความพึงพอใจ และปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ปัจจัยจูงใจมี 5 ประการคือ
 
             1. ความสำเร็จของงาน (Achievement)
 
             2. การได้รับการยอมรับนับถือ (Recognition)
 
             3. ความก้าวหน้าในตำแหน่งการงาน (Advancement)
 
             4. ลักษณะงานที่ปฏิบัติ (Work Itself)
 
             5. ความรับผิดชอบ (Responsibility)
 
                ปัจจัยค้ำจุน (Hygiene Factor) เป็นปัจจัยที่ไม่ใช่สิ่งจูงใจ แต่เป็นปัจจัยที่จะค้ำจุนให้เกิดแรงจูงในการปฏิบัติงานของบุคคล ปัจจัยค้ำจุนนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพราะถ้าไม่มีปัจจัยเหล่านี้ บุคคลในองค์กรอาจเกิดความไม่พึงพอใจในการปฏิบัติงาน ปัจจัยค้ำจุน 10 ประการ คือ
 
             1. นโยบาย และการบริหารงานของหน่วย (Company Policy And Administration)
 
             2. โอกาสที่จะได้รับความก้าวหน้าในอนาคต (Possibility Growth)
 
             3. ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน(Interpersonal Relation to Superior, Subordinate, Peer)
 
              4. เงินเดือน (Salary)
 
              5. สถานะของอาชีพ (Occupation)
 
              6. ความเป็นอยู่ส่วนตัว (Personnel Life)
 
              7. ความมั่นคงในงาน (Security)
 
              8. สถานการทำงาน (Working Conditions)
 
              9. เทคนิคของผู้นิเทศ (Supervisor Technical)
 
              10. ความเป็นอยู่ส่วนตัว (Personal Life)
 
                Maslow (1954: 35-46) ได้ตั้งทฤษฎีทั่วไปเกี่ยวกับการจูงใจ โดยมีสมมติฐานว่ามนุษย์มีความต้องการอยู่เสมอและไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อความต้องการใดได้รับการตอบสนองแล้วความต้องการอย่างอื่นก็จะเข้ามาแทนที่ ความต้องการของคนเราอาจจะซ้ำซ้อนกัน ความต้องการอย่างหนึ่งอาจจะยังไม่ทันหมดไป ความต้องการอีกอย่างหนึ่งก็จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งความต้องการจะเป็นไปตามลำดับดังนี้
 
              1. ความต้องการด้านสรีระ (Physiological Need) เป็นความต้องการขั้นมูลฐานของมนุษย์และเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับการดำรงชีวิต ได้แก่ อาหาร อากาศ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ความต้องการการพักผ่อน และความต้องการทางเพศ
 
              2. ความต้องการความปลอดภัย (Safety Need) เป็นความรู้สึกที่ต้องการความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งรวมถึงความก้าวหน้าและความอบอุ่นใจ    
              3. ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (Love and Belonging) เมื่อความต้องการทางร่างกายและความต้องการความปลอดภัย ได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของก็จะเริ่มเป็นสิ่งจูงใจที่สำคัญต่อพฤติกรรมของบุคคล ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ หมายถึง ความต้องการที่จะเข้าร่วมและได้รับการยอมรับ ได้รับความเป็นมิตรและความรักจากเพื่อนร่วมงาน
 
              4. ความต้องการการเห็นตนเองมีคุณค่า (Esteem Need) ความต้องการด้านนี้ เป็นความต้องการระดับสูงที่เกี่ยวกับ ความอยากเด่นในสังคม ต้องการให้บุคคลอื่น รวมถึงความเชื่อมั่นในตนเอง ความรู้ ความสามารถ ความเป็นอิสระ และเสรีภาพ
 
              5. ความต้องการที่จะทำความเข้าใจตนเอง (Need For Self Actualization) เป็นความต้องการที่จะเข้าใจตนเองตามสภาพที่ตนเองเป็นอยู่ เข้าใจถึงความสามารถ ความสนใจ ความต้องการของตนเอง ยอมรับได้ในส่วนที่เป็นจุดอ่อนของตนเอง
 
                McGragor (1960: 33-48) กล่าวว่าโอกาสที่ครูจะได้รับการตอบสนองสิ่งจูงใจมากหรือน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับผู้บริหารโรงเรียนเป็นสำคัญ ดังนั้นจึงเป็นการสมควรที่จะได้รับทราบถึงข้อสมมติฐานที่เกี่ยวกับตัวคนในทัศนะของผู้บริหาร ทั้งนี้เพราะการที่ผู้บริหารโรงเรียนจะเปิดโอกาสให้ครูมีโอกาสตอบสนองสิ่งจูงใจมากน้อยเพียงใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อสมมุติฐานหรือความเชื่อของผู้บริหารที่มีต่อตัวคน ข้อสมมุติฐานทั้งสอง คือทฤษฎี X และทฤษฎีY ซึ่งเปรียบเทียบลักษณะของคนให้เห็นในสองทัศนะที่แตกต่างกันดังนี้
 
                 1. ทฤษฎี X
 
                          1.1 มนุษย์ปกติไม่ชอบทำงานและจะพยายามหลีกเลี่ยงเมื่อมีโอกาส
 
                          1.2 โดยเหตุที่มนุษย์ไม่ชอบทำงานดังกล่าว ดังนั้น เพื่อให้คนได้ปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ จึงต้องใช้วิธี การบังคับ ควบคุม สั่งการ หรือ ข่มขู่ด้วยวิธีการลงโทษต่างๆ
 
                          1.3 มนุษย์โดยปกติจะเห็นแก่ตัวเองเป็นสำคัญ จนกระทั่งไม่เอาใจใส่ในความต้องขององค์การเท่าที่ควร
 
                          1.4 มนุษย์มักมีท่าทีต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และมีความต้องการความมั่นคงในการทำงานเหนือว่าสิ่งอื่นใด
 
                          1.5 มนุษย์เมื่อเข้ามาทำงานมักจะขาดความปราดเปรียว และมักจะถูกพวกไม่เอาไหนชักนำไปในทางเสื่อมเสียได้ง่าย
 
                ความเชื่อเกี่ยวกับทัศนะของคนทั้ง 5 ประการ นี้กำลังจะสูญไปจากสังคมปัจจุบันเพราะการบริหารงานแบบนี้ไม่มีส่วนช่วยส่งเสริมในทางที่ดีต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ ให้เกิดความพึงพอใจในการทำงาน จึงต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ให้ดีกว่าที่พบในข้อสันนิษฐานของทฤษฎีX นี้ McGragor ได้นำแนวความคิดของ Maslow และนำเอาทฤษฎีจูงใจของ Herzbergมาเป็นข้อสนับสนุน ข้อสันนิษฐานใหม่เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์โดยเรียกข้อสันนิษฐานใหม่นี้ว่า ทฤษฎี Y
 
                 2. ทฤษฎี Y
 
                          2.1 คนโดยทั่วไปมิใช่ว่าจะรังเกียจหรือไม่ชอบทำงานเสมอไป คนอาจถือว่าเป็นสิ่งที่สนุกสนาน หรือให้ความเพลิดเพลินได้ด้วยงานต่างๆ จะเป็นสิ่งที่ดีหรือเลว ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพของการควบคุม และการจัดการอย่างเหมาะสม ก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถตอบสอนงสิ่งจูงใจของคนได้
 
                          2.2 การออกคำสั่ง การควบคุม การปูนบำเหน็จรางวัล การลงโทษทางวินัย มิใช่เป็นวิธีเดียวที่จะให้คนปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของงาน คนเราจะปฏิบัติงานตามเป้าหมายขององค์กรต่อเมื่อเขามีความศรัทธาต่อวัตถุประสงค์ขององค์การนั้น
 
                          2.3 ด้วยเหตุผลดังกล่าว การที่คนยินดีผูกมัดตนเองต่องานขององค์การ ย่อมมีผลทำให้งานดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งจูงใจที่จะปฏิบัติงาน
 
                          2.4 ถ้าหากงานต่างๆ ได้มีการจัดอย่างเหมาะสมแล้วคนงานจะยอมรับงานดังกล่าวและอยากที่จะรับผิดชอบในผลสำเร็จของงานนั้นด้วย
 
                          2.5 ถ้าหากได้มีการเข้าใจถึงคนโดยถูกต้องแล้วจะเห็นได้ว่า คนโดยทั่วไปจะมีคุณสมบัติที่ดี คือ มีความคิดความอ่านที่ดี มีความฉลาดและมีความคิดริเริ่มที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆขององค์การได้อย่างดี
 
 
 
การทดสอบระบบ
 
      การทำ Software Testing หรือการทดสอบซอฟต์แวร์นั้น มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ (SDLC-Software Development Life-cycle) เพราะการทำ Software Testing เป็นกระบวนการที่จะเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการติดตั้งและส่งมอบซอฟต์แวร์ให้กับลูกค้า หากกระบวนการทำ Software Testing นั้นไม่มีประสิทธิภาพ นั่นหมายถึงผลลัพธ์ในด้านคุณภาพที่จะมีผลกระทบต่อผู้ใช้ซอฟต์แวร์ ที่จะเจอข้อบกพร่องหรือบั๊ก(Bug)ของซอฟต์แวร์ในระหว่างการใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลต่อกระบวนการการส่งมอบที่จะต้องล่าช้าออกไป
 
     1.ระดับของการทำ Software Testing มีอยู่ 4 ระดับ ดังนี้
 
 
 
คำอธิบาย: software_testing_levels
 
 
 
                 ภาพที่ 2.1 ระดับของการทำ Software Testing
 
 
 
          1.1 Unit Testing เป็นระดับของการทำ Software Testing ในระดับหน่วยย่อยของซอฟต์แวร์ โดยจะทำการทดสอบโมดูล(Module) หรือฟังก์ชั่น(Function),เมธอด(Method),คลาส(Class) ฯลฯ ว่าแต่ละส่วนว่าทำงานได้ถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้การทดสอบในระดับ Unit Testing นั้นไม่จำเป็นต้องไปเชื่อมโยงกับโมดูลอื่นๆ เพราะสามารถเอาไปทำในส่วนของ Integration Testing ซึ่งเป็นระดับต่อจาก Unit Testing
 
          1.2 Integration Testing เป็นระดับของการทำ Software Testing ที่เอาแต่ละหน่วยของซอฟต์แวร์ที่มีส่วนสัมพันธ์กันมาทดสอบเพื่อตรวจสอบการทำงานร่วมกันว่ามีจุดบกพร่องในการทำงานร่วมระหว่างกันหรือไม่
 
          1.3 System Testing เป็นการทดสอบในสภาพแวดล้อมของระบบ(System Environment)ที่ใช้งานจริง โดยบางครั้งจะต้องมีการทดสอบซอฟต์แวร์ร่วมกับฮาร์ดแวร์รวมถึงระบบภายนอกด้วย เช่น Web Service ที่นำมาใช้ร่วมกับระบบที่เราทำอยู่ จุดประสงค์ของการทำ System Testing นี้ทำเพื่อทดสอบเพื่อตรวจสอบกับความต้องการของระบบ(System Requirement) ว่าสัมพันธ์กันหรือไม่
 
          1.4 Acceptance Testing เป็นการทดสอบครั้งสุดท้ายก่อนส่งมอบซอฟต์แวร์ให้กับลูกค้า จากนั้นลูกค้าจะทำการตรวจรับว่าซอฟต์แวร์ที่ผลิตนั้นตรงความต้องการของลูกค้าหรือไม่
 
      บางทฤษฎีจะกล่าวถึงการระดับการทดสอบ Regression Testing ด้วย ซึ่งการทำ Regression Testing คือ การทดสอบซอฟต์แวร์ในกรณีที่มีการรายงานพบข้อบกพร่องจากการทดสอบ โดยสิ่งสำคัญในการทดสอบใน Regression Testing นั้นควรคำนึงถึงการแก้ไขจุดบกพร่อง(Debugging)ว่ามีผลกระทบกับการทำงานกับระบบอื่นๆหรือไม่ ทั้งนี้การทำ Regression Testing นั้นสามารถนำไปเป็นขั้นตอนใน 4 ระดับของการทำ Software Testing ได้
 
     2. รูปแบบของการทำ Software Testing
 
          2.1 Black-box Testing การทำ Black-box Testing จะเป็นการทดสอบโดยเน้นที่ข้อมูลที่ป้อนเข้าไปในระบบ (Input) และผลลัพธ์(Output) โดยไม่ได้สนใจการทำงานภายในของระบบหรือซอร์สโค๊ด(Source Code)ของซอฟต์แวร์
 
          2.2 White-box Testing การทำ White-box Testing จะเป็นการทดสอบผลลัพธ์โดยการทดสอบนั้นจะมีการเข้าถึงตัวซอร์สโค๊ด(Source Code)
 
       อย่างไรก็ตาม รูปแบบของการทดสอบทั้ง Black-box และ White-box นั้นจะต้องทำไปด้วยกัน โดย Black-box Testing ทำโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบกับความต้องการของระบบ (System Requirement) ว่าถูกต้องหรือไม่ ในขณะที่ White-box Testing ทำโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบการทำงานของแต่ละโมดูล(Module)หรือฟังก์ชั่น(Function)ต่างๆว่าทำงานตามที่กำหนดไว้ใน Test Case ว่าถูกต้องหรือไม่
 
 
 
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
 
      วรุต แก้วสีทัศน์ (2553) ร้านขายของฝากออนไลน์ ปัจจุบันนี้ โลกมนุษย์ของเราได้มีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นบทบาทสำคัญในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมากโดยเฉพาะทางด้านการสื่อสารซึ่งในปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่มนุษย์จะขาดกันไม่ได้ ส่วนทางด้านของอินเทอร์เน็ตก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การสื่อสารนั้นรวดเร็วสะดวกยิ่งขึ้น ด้านเว็บไซต์ ก็เป็นบริการอีกบริการหนึ่งที่โลดแล่นอยู่บนระบบเครือข่ายของอินเทอร์เน็ต อย่างเช่น ข้อมูลข่าวสาร การติดต่อซื้อขายสินค้า หรือจะเป็นด้านความบันเทิง และยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เราติดต่อซื้อขายสินค้ากันผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตได้ อีกทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลา เนื่องจากระบบอินเตอร์นั้นได้แพร่หลายเข้าสู่ทุกพื้นที่ จึงทำให้สามารถเลือกช่องทางเลือกผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตในการสั่งซื้อสินค้าและบริการด้านอื่นๆได้อย่างสะดวก
 
      ดังนั้น  ร้านของของฝากประเภทต่างต่าง ที่มีความหลากหลาย ซึ่งต้องการที่จะนำเอาสื่อในการซื้อขายมาใช้ในระบบงานของร้านที่จะได้อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า เพื่อที่จะสามารถเลือกสินค้าตามที่ลูกค้าต้องการประกอบกับการตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น
 
      พรทิพย์ เวียนโคกสูง, สมจิต พลสนาม (2543)โครงงานศูนย์ของฝากออนไลน์ จัดทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับร้านของฝาก ในการสำรองโต๊ะและสั่งของฝาก  เครื่องดื่มล่วงหน้าในการจัดทำโปรแกรม “ ศุนย์ของฝากออนไลน์ ” ได้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
 
      ส่วนแรก เป็นการพัฒนาในส่วนของ Application Programming โดยใช้ Visual Basic Version 6.0 บน Windows 98 เขียน Application ในการจัดเก็บข้อมูล, ลบข้อมูล , แก้ไขข้อมูลและค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลเป็นโปรแกรมสนับสนุนการทำงานในลักษณะที่มีผู้ใช้หลายคน ให้สามารถทำงานพร้อมกันได้ โดยแบ่งระดับผู้ใช้ในการเข้าสู่ระบบ โดยใช้ SQL Server Version 7.0 บน Windows 2000 Server เป็น Database Server
 
      ส่วนที่สอง เป็นส่วนของ Web Application โดยใช้ ASP (Active Server Page ) ในการพัฒนาแอปพลิเคชั่นบนเว็ป เพื่อที่จะนำข้อมูลจาก Server ที่มีฐานข้อมูลบน SQL Server Version 7.0 โดยสามารถสมัครสมาชิก , สืบค้นข้อมูลของร้านของฝากสาขาต่างๆ ผ่านทาง Web Browser ได้
 
      เพิ่มพร ลักขณาวรรณกุล (2547)ระบบการบริหารจัดการร้านของฝากออนไลน์
 
ได้ทำการพัฒนาระบบการบริหารจัดการร้านของฝากออนไลน์   เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่ต้องการสั่งของฝากผ่านทางอินเตอร์เน็ตและการสั่งของฝากภายในร้าน โดยผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยจะได้รับความสะดวกสบายในการใช้งาน  สามารถเห็นลักษณะของของฝากและส่วนประกอบที่สำคัญของของฝากนั้นก่อนการตัดสินใจสั่งซื้อ และในส่วนของห้องครัวได้มีการแสดงรายการของฝากตามลำดับการสั่งของฝากของลูกค้าและมีการจัดการภายในร้านของฝากซึ่งมีการเก็บข้อมูลลงฐานข้อมูลโดยมี MySQL เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างระบบฐานข้อมูลและมี PHP จัดการในส่วนของ Web Programming และ การติดต่อรับส่งข้อมูลแบบ Dynamic กับเว็บเซิร์ฟเวอร์ ระบบการบริหารจัดการร้านของฝากออนไลน์ มี 2 ส่วน คือ ส่วนแรก คือ  การจัดการร้านของฝากผ่านอินเตอร์เน็ต โดยแบ่งเป็นส่วนย่อย 3 ส่วน คือ ส่วนของการเยี่ยมชมร้านของฝาก, ส่วนการจองโต๊ะและสั่งของฝากล่วงหน้าและส่วนการสั่งของฝากให้มาส่งที่บ้าน  ส่วนที่สอง คือ การจัดการภายในร้านของฝาก โดยแบ่งเป็น 5 ส่วนย่อย คือ ส่วนของการใช้งานของลูกค้า, ส่วนของพนักงานเสิร์ฟ, ส่วนของแผนกครัว, ส่วนของแผนกบัญชี และส่วนของผู้จัดการ ซึ่งแต่ละส่วนมีการทำงานที่เชื่อมต่อกัน
 
      ปลองพล บุญศรีโรจน์ (2547)โปรแกรมบริหารสำหรับเครือข่ายร้านของฝากไทยทั่วโลกโปรแกรมบริหารสำหรับเครือข่ายร้านของฝากไทยทั่วโลกถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เป็นโปรแกรมที่ สามารถอำนายความสะดวกให้แก่ร้านของฝากทั่วไปในการจัดเก็บข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ได้ เช่น จัดการข้อมูลต่างๆภายในร้านของฝาก สามารถกำหนดเมนูแนะนำ กำหนดโปรโมชั่น จองโต๊ะ รายจ่ายประจำเดือน บันทึกรายการของฝากที่ลูกค้าสั่งตลอดจนชำระเงิน ออกใบเสร็จแก่ลูกค้า ออกรายงานต่างๆ กำหนดสิทธิ์การเข้าใช้งานโปรแกรมได้
 
 
 
      หลักการทำงานของโปรแกรมบริหารร้านของฝาก มีการนำ visual basic 6.0 มาใช้เป็นเครื่องมือในการเขียนโปรแกรมและใช้  MySQL เป็นฐานข้อมูล เชื่อมต่อฐานข้อมูลกับโปรแกรมด้วย ODBC  ผลการทดสอบ โปรแกรมที่ได้พัฒนาขึ้นสามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้และผู้ทดสอบโปรแกรมมีความพึงพอใจต่อความสามารถของโปรแกรมอย่างมาก ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งนี้ ร้านของฝากที่จะนำโปรแกรมไปใช้ควรจัดหาบุคลากรมาฝึกอบรมในการใช้โปรแกรมให้ชำนาญงาน
 
สินค้านี้ยังไม่มีคนรีวิว
คำถาม
รายละเอียด
ชื่อผู้ถาม
ข้อมูลสำหรับการติดต่อกลับ (ไม่เปิดเผย เห็นเฉพาะเจ้าของร้าน)
อีเมล
เบอร์มือถือ
  • ถาม
แก้ม
แก้ม
184.22.109.x
22 ม.ค. 2561 18:22 น.
หัวข้อ :โปรเจ็คนี้ยังมีอยู่รึป่าวค่ะ
ตอบกลับด้วยค่ะ
ธ.กสิกรไทย สาขาเสริมไทย ออมทรัพย์
เพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายและมิตรภาพที่ดีต่อกัน กรุณาทำความเข้าใจเงื่อนไข

 

 

MEMBER

เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)

STATISTICS

หน้าที่เข้าชม1,106,907 ครั้ง
ผู้ชมทั้งหมด494,108 ครั้ง
เปิดร้าน30 ก.ค. 2556
ร้านค้าอัพเดท19 พ.ค. 2561
Go to Top
พูดคุย-สอบถาม คลิก