lnwshop logo

โปรเจคแอพพลิเคชั่นสื่อช่วยสอนกฏจราจร

โปรเจคแอพพลิเคชั่นสื่อช่วยสอนกฏจราจร
โปรเจคแอพพลิเคชั่นสื่อช่วยสอนกฏจราจร thumbnail 1โปรเจคแอพพลิเคชั่นสื่อช่วยสอนกฏจราจร thumbnail 2โปรเจคแอพพลิเคชั่นสื่อช่วยสอนกฏจราจร thumbnail 3
หมวดหมู่ โปรเจคสำเร็จรูป
ราคา 4,200.00 บาท
สถานะสินค้า พร้อมส่ง
แก้ไขล่าสุด 30 ม.ค. 2561
ความพึงพอใจ ยังไม่มีความคิดเห็น
จำนวน
ชิ้น
หยิบลงตะกร้า
Share
Scan this!

โปรเจคนี้พัฒนาด้วยแอนดรอยสตูดิโอ พัฒนาในตรีมของสื่องการสอน ปรับประยุคสื่อการเรียนการสอนให้อยู่ในรูปแบบแอพพลิเคชั่นบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ใช้ sqlite ในการข้อมูลลงฐานข้อมูล ไฟล์เล่มรายงานมีให้ทั้งหมดรวมถึงไฟล์เพาเวอร์พ้อยนำเสนอ

 
 
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
เป็นที่ทราบกันว่า ปัญหาการจราจรพื้นที่กรุเทพมหานครฯ นั้นประสบปัญหาในด้านมลพิษทางเสียงและทางอากาศ จำนวนรถที่ปริมาณมากจนเกินไป โดยเฉพาะปัญหาอุบัติเหตุที่เห็นได้ชัด อุบัติเหดุวินัยในการขับขี่ ความเข้าใจในกฎจราจรซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มมากขึ้น นั่นหมายถึงการเพิ่มความเสี่ยงและปริมารผู้เสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเช่นเดียวกัน ผู้วิจัยจึงคิดว่าการช่วยส่งเสริมให้ผู้ขับขี่มีความรู้และเข้าใจในการขับขี่ด้านกฎจราจรที่ถูกต้องจะส่งผลให้อุบัติเหตุและการสูญหายรวมทั้งสภาพการจราจรในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครฯมีแนวโน้มที่ดีขึ้นและมีความปลอดภัยในการขับขี่
 
1.2 วัตถุประสงค์
1.2.1 เพื่อพัฒนาและเพิ่มศักยภาพในความรู้ความเข้าใจทางด้านวินัยจราจรของผู้ใช้งาน
1.2.2 เพื่อให้ผู้ขับขี่รู้ถึงกฎระเบียบจราจรได้ง่ายยิ่งขึ้น
 
1.3 หลักการ ทฤษฎี  เหตุผล
ดำเนินการรวบรวมข้อมูลและศึกษาเกี่ยวกับแอนดรอยด์ทั้งหมด ทั้งระบบปฏิบัติการ              แอนดรอยด์ การทำงานสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในการพัฒนาแอพพลิเคชันทั้งหมด ศึกษาซอร์สโค้ดและวิธีการเขียนแอพพลิเคชัน และภาษาที่ใช้ในการเขียนแอพพลิเคชัน และนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการ
 
1.4 แผนการดำเนินงาน ขอบเขตการวิจัย
1.4.1  แผนการดำเนินงาน
1.4.1.1  ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล วิเคราะห์ปัญหา
1.4.1.2   เขียนและออกแบบแอพพลิเคชัน
1.4.1.3  ทดสอบและแก้ไข
1.4.1.4  ติดตั้งและทดลองใช้งาน
1.4.2  ขอบเขตการวิจัย
       1.4.2.1 ศึกษาระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ในส่วนต่างๆ
                     1.4.2.2 รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการพัฒนาระบบงาน
 
 
 
1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
        1.5.1 สามารถให้ความรู้และความเข้าใจทางด้านวินัยจราจรของผู้ใช้งาน
        1.5.2 ผู้ขับขี่สามารถรู้ถึงกฎระเบียบจราจรง่ายยิ่งขึ้น
        1.5.3 ลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน
 
บทที่ 2
วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
 
ในบทนี้จะอธิบายเกี่ยวกับการพัฒนาแอพลิเคชันแนะนำกฎจราจรบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ในครั้งนี้ต้องรู้กฎระเบียบของจราจรและผู้ใช้ต้องเข้าใจในเรื่องต่างๆ เช่น ป้ายจราจร ไฟจราจร รวมทั้งทฤษฏีและแนวคิดที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาแอพลิเคชันเพื่อให้เห็นภาพในการดำเนินงานโดยรวมทางผู้พัฒนา จึงได้ศึกษาเอกสาร และทฤษฏีเพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการพัฒนาแอพลิชันและกำหนดขอบเขตของงานวิจัยเป็นข้อหลักๆดังต่อไปนี้
2.1 กฎจราจร
2.2 โทรศัพท์  โทรศัพท์เคลื่อนที่ และสมาร์ทโฟน
2.3 ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์
2.4 การวิเคราะห์และการออกแบบเชิงวัตถุ
2.5 เทคโนโลยีที่ใช้ในการพัฒนาแอพลิเคชัน
2.1 กฎจราจร
2.1.1 จราจร
       จราจร (Traffic) เริ่มใช้ในครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2475 โดยกรมตำรวจได้นำเสนอพระราชบัญญัติจราจรทางบกต่อกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้ออกเป็นกฎหมายใช้บังคับ ประชาชนโดยที่ขณะนั้นรถจำพวกต่างๆ ได้เพิ่มมากขึ้น เช่น รถแท็กซี่ขนาดเล็ก และยังมีสร้างสะพานพุทธเชื่อมระหว่างจังหวัดพระนคร-ธนบุรี ทำให้พื้นที่เพื่อการจราจรกว้างขวางขึ้นมีผู้นิยมใช้รถมากกว่าเดิม พ.ต.อ.ซี.บี.ฟอลเล็ต เป็นผู้ร่าง พ.ร.บ. จราจรทางบกขึ้นโดยอาศัยหลักกฎหมายจราจรของประเทศอังกฤษมาดัดแปลงให้เข้ากับสภาพของประเทศไทยและได้ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้กฎหมายได้เมื่อ พ.ศ. 2477  จากนั้นมาคำว่า “ จราจร ” ก็ได้เริ่มแพร่กระจายออกไปถึงประชาชนการจราจรนั้นหมายถึง คน สัตว์ และยวดยานที่สัญจรไปมาถนนหลวง โดยเคลื่อนด้วยแรงคนหรือเครื่องจักร หรือ ลากจูงไปด้วยสัตว์พาหนะแต่การการจราจรในประเทศไทยเริ่มมีตั้งแต่ พ.ศ. 2470 แล้ว ขณะนั้นมีรถยนต์ไม่เกิน 1,000 คัน มีถนนที่รถเดินได้สะดวกเพียงไม่กี่สายและเมื่อถึงราว พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา การจราจรในเมืองหลวงก็เริ่มเติบโตขึ้นเพราะมีรถชนิดต่างๆมากมายหลายหมื่นคัน จนเกิดเป็นปัญหาต่อมา
 
2.1.2 หลักการเบื้องต้นของกฎหมายเกี่ยวกับการจราจร
ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของกฎหมายก็คือ  กฎหมายต้องเป็นคำสั่ง  หรือข้อบังคับที่ใช้ได้เสมอไป  (Continuity)  หมายความว่ากฎหมายเมื่อประกาศมีผลบังคับใช้แล้วก็ใช้ได้ตลอดไปจนกว่าจะถูกแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือยกเลิก  โดยกระบวนการที่ถูกต้องตามขั้นตอนในภายหลัง  เพราะตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิกก็ต้องถือว่ากฎหมายนั้นยังมีอยู่   จะหยิบยกขึ้นมาใช้เมื่อใดก็ยังคงมีผลบังคับใช้ได้ดังสุภาษิตกฎหมายที่กล่าวว่า  “กฎหมายนอนหลับบางคราวแต่ไม่เคยตาย” (The Laws Sometime Sleep, Never die)   การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจราจรจะมีการปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลง   เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการจราจรอยู่ตลอดเวลา   จึงจำเป็นต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 
การกระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการจราจรเป็นการกระทำผิดที่มีโทษทางอาญาประเภท  Mala Prohibita    ซึ่งหมายถึงการกระทำผิดที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ว่าเป็นความผิด   กล่าวคือการกระทำนั้น ๆ  ไม่ได้เป็นความชั่วหรืออาชญากรรมด้วยตัวของมันเองแต่อย่างใด  เช่น  การที่ผู้ขับขี่รถยนต์จะเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวาก็ย่อมสามารถกระทำได้โดยอิสระหากขับขี่ในบ้านของตนเอง   แต่หากขับขี่ไปบนท้องถนนแล้วฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรบังคับห้ามเลี้ยวซ้ายเข้า  ก็จะเป็นความผิดทันที  ทั้ง ๆ  ที่การเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาก็ไม่ได้เป็นการชั่วหรือเป็นอาชญากรรมแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามเมื่อกฎหมายบัญญัติความผิดเกี่ยวกับการจราจรขึ้นมาแล้ว    ผู้บังคับใช้กฎหมายก็จะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรมต่อทุกคน   ดังนั้นผู้บังคับใช้กฎหมายทุกฝ่ายจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในกฎหมายที่เกี่ยวกับการจราจรเป็นอย่างดี   เนื้อหาในบทนี้จึงมุ่งที่จะให้ความรู้ความเข้าใจในหลักการเบื้องต้นของกฎหมายเกี่ยวกับการจราจรที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรควรทราบเป็นพื้นฐานเบื้องต้นและนำไปใช้ปฏิบัติงานด้านการบังคับใช้กฎหมายในหน้าที่ของตนได้   
2.2 โทรศัพท์ 
2.2.1 ความหมาย ประวิติและวิวัฒนาการของโทรศัพท์
2.2.1.1 ความหมายของโทรศัพท์
อุปกรณ์สื่อสารที่เชื่อมโยงนำเสียงและคำพูดรวมทั้งข้อมูลอื่นๆระหว่างบุคคลใดๆซึ่งอยู่ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ผ่านทางโครงข่ายโทรศัพท์กับบุคคลที่ต้องการติดต่อด้วย ณ สถานที่อีแห่งหนึ่ง ให้สามารถสื่อสารโต้ตอบเสมือนบุคคลทั้งสองหรือมากกว่าอยู่ในที่เดียวกัน
 
2.2.1.2 ประวัติของโทรศัพท์
โทรศัพท์ประดิษฐ์เป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยนักประดิษฐ์ที่มีชื่อว่า อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลลล์ (Alexander Graham Bell) เมื่อ พ.ศ. 2419  (ค.ศ. 1876) และต่อมาเครื่องชุมสายโทรศัพท์ได้ถูกเปิดให้บริการเช่าเป็นครั้งแรกในเมืองนิวฮาเวน (New Havan) มลรัฐคอนเนตทิคัต (Conecticut) เป็นระบบที่ใช้พนักงานต่อสายสัญญาณ (Manual) ต่อมาเครื่องชุมสายโทรศัพท์ได้ถูกพัฒนาจากระบบที่ใช้พนักงานต่อระบบอัตโนมัติ (Automation Telephone Exchange) เครื่องชุมสายโทรศัพท์ระบบอัตโนมัติเคื่องแรกเป็นระบบการสลับทีละขั้นหรือระบบสเต็ปบายสเต็ป (Step-By-Step) ออกแบบโดยอัลมอน บี สโตรว์เกอร์  (Almon B.Strowger) ในปี พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892) และเปิดใช้ในเมืองลาปอเต้  (La Porte) มลรัฐอินเดียน่า (Indiana) ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก เครื่องชุมสายระบบอัตโนมัติได้ถูกพัฒนาขึ้นจากระบบ  Step-By-Step และระบบครอสบาร์สวิทช์ (Crossbar Switch) ซึ่งเป็นเครื่องชุมสายแบบระบบเครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Switch System) ในช่วงแรกของการพัฒนาเครื่องชุมสายนั้น ส่วนที่เป็นตัวควบคุมได้ถูกออกแบบให้เป็นตัวกลางในการควบคุมการทำงานของวงจรเครื่องชุมสายระบบครอสบาร์สวิทช์ (Crossbar Switch) ระบบเริ่มแรกต่อมาได้นำระบบการควบคุมทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ซึ่งระบบการควบคุมประกอบด้วยสามส่วน ได้แก่  Hardware logic Programmable wired logic และ Stored Program control (SPC) ระบบเอชพีซี (SPC) เป็นที่นิยมนำมาใช้เนื่องจากมีข้อดีในการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาใช้ประโยชน์ในการออกแบบระบบการควบคุมดูแลและการเปลี่ยนแปลงข้อมูลของชุมสาย นอกจากนี้ระบบ SPC ยังทำให้สามารถมีบริการต่างๆ (Facilities) แก่ผู้เช่าได้มาก เครื่องประชุมสายระบบ SPC แบบอนาล็อก (Analog) ได้ถูกนำมาเปิดใช้งานบริการแก่ผู้เช่าเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2508 (ค.ศ. 1965) การพัฒนาเครื่องชุมสายระบบนี้ได้ถึงจุดอิ่มตัวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) โดยนำอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ (Semiconductors) มาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องชุมสายโทรศัพท์ โดยนำวิธีการจัดการสัญญาณแบบดิจิตอล เช่น การแปลงสัญญาณเสียงให้เป็นข้อมูลดิจิตอล (Pluse coded Modulation: PCM) และการจัดสรรช่องสัญญาณแบบแบ่งตามเวลา (Time Division Multiplexing: TDM) มาใช้ในเครื่องชุมสาย SPC ทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานดีดว่า SPC แบบเดิมมากเพราะทำให้เป็นเครื่องชุมสายที่มีส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด (Fully Electronics) เรียกว่าเป็นชุมสาย SPC แบบดิจิตอล
 
 
2.2.1.3 หลักการเบื้องต้นของเครื่องโทรศัพท์
เครื่องโทรศัพท์ (Telephone) พื้นฐานประกอบด้วยเครื่องส่ง (Transmitter) เครื่องรับ (Receiver) กระดิ่ง (Ringer) ฮุคสวิตซ์ (Hook Switch) หรือหน่วยตัดที่เชื่อมสัญญาณเมื่อมีการยกหูโทรศัพท์และหน้าปัด สำหรับกดเลขหมาย (Dial) สำหรับเครื่องส่งและเครื่องรับรวมกันเรียกว่า ปากพูดหูฟัง (Handset) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เปลี่ยนพลังงานเยงที่เกิดจากการพูดให้เป็นพลังงานไฟฟ้าและเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ได้รับกลับเป็นพลังงานเสียงอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้อุปกรณ์ภาคส่ง (Transmitter) เปลี่ยนตัวพลังงานเสียงให้เป็นพลังงานไฟฟ้าและอุปกรณ์ภาครับ (Receiver) เป็นตัวเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานเสียง สัญลักษณ์ที่ใช้สำหรับภาคส่งและภาครับ เครื่องโทรศัพท์ใช้ภาคส่งที่มีความไวแบบคาร์บอน (Carbon) โดยที่โทรศัพท์จะประกอบด้วยคาร์บอนไมโครโฟนเป็นตัวกำเนินสัญญาณโทรศัพท์และมีหูฟังเป็นตัวรับหูโทรศัพท์จะต่อกับสายโทรศัพท์โดยผ่านหม้อแปลงอัตโนมัติซึ่งทำให้หูโทรศัพท์และสายโทรศัพท์มีค่าอิมพีแดนซ์ จะถูกปรับเปลี่ยนจนกระทั้งมีการเข้าคู่อิมพีแดนซ์กับคู่สายและสัญญาณกริ่งโทศัพท์จะต่อกับสายผ่านไปยังฮุคสวิตซ์ กระแสสำหรับเครื่องโทรศัพท์ด้านส่งจะมาจากแบตเตอรี่ของชุมสายที่ชุมสายจะมีหม้อแปลงจะถูกส่งจากแบตเตอรี่ของชุมสายเข้าไปยังคู่สายโทรศัพท์แผนเครื่องโทรศัพท์
 
2.2.1.4 วิวัฒนาการของโทรศัพท์
การติดต่อสื่อสารทางไกลในสมัยโบราณระหว่างมนุษย์ด้วยกันนั้นจะใช้วิธีการง่ายๆอาศัยธรรมชาติหรือเลียนแบบธรรมชาติเป็นหลัก เช่น การใช้ควัน เสียง แสง หรือใช้นกพิราบ เป็นต้น การสื่อสารที่ใช้ชื่อดังกล่าวนั้น จะไม่ค่อยได้ผลเท่าไรนักเนื่องจากไม่สามารถให้รายละเอียดข่าวสารได้มากหรือแม้จะให้รายละเอียดได้มากแต่ไม่ค่อยจะปลอดภัยเท่าไร เช่น นกพิราบเป็นการสื่อสารที่ราคาถูกความรวดเร็วก็พอใช้ได้ในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคโลกาภิวัฒน์เป็นยุคแห่งความเจริญทางด้านเทคโนโลยีมนุษย์ได้นำมาเอาเทคโนโลยีที่มีอยู่ประยุกต์ใช้กับการสื่อสาร ทำให้การติดต่อสื่อสารในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงมากทั้งความสะดวกสบายรวดเร็วและถูกต้องชัดเจนแน่นอน
                           ระบบสื่อสารที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มีหลากหลายชนิด เช่น วิทยุสื่อสาร (Radio Communication) โทรเลข (Telegraphy) โทรพิมพ์ (Telex) โทรสาร (Facsimile) หรือวิทยุตามตัว (Pager) เป็นต้น แต่ระบบสื่อสารอื่นๆทำไม่ได้ความนิยมทั่วโลกก็คือ โทรศัพท์ เพราะโทรศัพท์สามารถโต้ตอบกันได้ทันที รวดเร็วต่อเหตุการณ์ ซึ่งระบบอื่นๆทำไม่ได้โทรศัพท์จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากและในโลกของการสื่อสารปัจจุบัน โทรศัพท์ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ ถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศต่างๆด้วยมีคำกล่าวหรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศอยู่ว่า ประเทศใด ที่มีจำนวนหมายเลขโทรศัพท์ในประเทศ 40 หมายเลขต่อประชากร 100 คน ถือว่าประเทศนั้นมีความเจริญแล้ว หรือเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศใดที่มีหมายเลขโทรศัพท์ 10 หมายเลขขึ้นไปต่อประชากร 100 คน ถือว่าประเทศนั้นกำลังได้รับการพัฒนา
 
 
2.2.1.5 วิวัฒนาการของโทรศัพท์ในประเทศไทย
ประเทศไทยได้นำโทศัพท์มาใช้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2424 ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยกรมกลาโหม (กระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน) ได้สั่งเข้ามาใช้งานในกิจการเพื่อความมั่นคงแก่งชาติ โดยติดตั้งที่กรมอู่ทหารเรือกรุงเทพฯ 1 เครื่อง และป้อมยามปากน้ำเจ้าพระยาจังหวัดสมุทรปราการอีก 1 เครื่อง รวม 2 เครื่อวง เพื่อจะได้แจ้งข่าวเรือเข้าหรืออกในแม่น้ำเจ้าพระยาให้กรุงเทพฯทราบ
พ.ศ. 2429 กิจการโทรศัพท์ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้น จำนวนเลขหมายแลละบุคลากร ก็เพิ่มมากขึ้น ยุ่งยากแก่การบริหารงานของกรมกลาโหล ดังนั้นกรมกลาโหมจึงได้ยกกิจการของโทรศัพท์ให้ไปอยู่ในการดูแลและดำเนินการของกรมไปรษณีย์โทรเลข ต่อมากรมไปรษณีย์โทรเลขก็ได้ขยายกิจการโทรศัพท์จากภาครัฐสู่เอกชน โดยให้ประชาชนมีโอกาสใช้โทรศัพท์ได้ ในระยะนี้เครื่องที่ใช้จะเป็น ระบบแม็กนีโต (Magneto) หรือระบบโลคอลแบตเตอรี่ (Local Battery)
พ.ศ. 2450 กรมไปรษณีย์โทรเลขได้สั่งโทรศัพท์ ระบบคอมมอนแบตเตอรี่ (Common Battery)
หรือเซ็นทรัลแบตเตอรี่ (Central Battery) มาใช้ซึ่งสะดวกและประหยัดกว่าระบบแม็กนีโตมาก
พ.ศ. 2479 กรมไปรษณีย์โทรเลขได้สั่งซื้อชุมสายระบบสเต็บบายเต็บ  (Step by Step) ซึ่เป็น
ระบบอัตโนมัติ สามารถหมุนหมายเลขถึงกันโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านพนักงานต่อสาย (Oparator) หรือโลคอลแบตเตอรี่หรือเซ็นทรัลแบตเตอรี่
พ.ศ. 2497 เนื่องจากกิจการโทรศัพท์ได้เจริญก้าวหน้ามาก ประชาชนนิยมใช้แพร่หลายไปทั่วประเทศ กิจการใหญ่ โตมากขึ้นมากทำให้การบริหารงานลำบากมากขึ้น เพราะกรมไปรษณีย์โทรเลขต้องดูแลเรื่องอื่นอีกมาก ดังนั้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2497 จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระบัญญัติตั้งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยขึ้นโดยแยกกองช่างโทรศัพท์กมไปรษณีย์โทรเลขมาตั้งเป็นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยขึ้น มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคมจนถึงปัจจุบัน องค์การโทรศัพท์หลังจากที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นแล้ว ก็ได้รับงานกิจการโทรศัพท์ทั้งหมดมาดูแล
พ.ศ. 2517 องค์การโทรศัพท์ก็สั่งซื้อชุมสายโทรศัพท์ระบบคอสบาร์ (Cross Bar) มาใช้งานคอสบาร์เป็นระบบอัตโนมัติเหมือนระบบสเต็บบายสเต็บแต่ทันสมัยกว่าทำงานได้เร็วกว่า มีวงจรพูดได้มากกส่าและขนาดเล็กกว่า
พ.ศ. 2526 องค์การโทรศัพท์ได้นำระบบชุมสายเอสซีพีมาใช้งานระบบเอสซีพี เป็นระบบที่ควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer) ทำงานได้รวดเร็วมาก มีขนาดเล็กใช้ไฟฟ้าน้อย และยังให้บริการเสริมด้านอื่นๆได้อีกด้วย และในปัจจุบันชุมสายโทรศัพท์ที่ติดตั้งใหม่ๆ จะเป็นระบบเอสซีพีทั้งหมดและระบบอื่นๆ ได้ยกเลิกการให้บริการแล้ว
2.2.2 โทรศัพท์เคลื่อนที่ 
โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ โทรศัพท์เคลื่อนที่คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการสื่อสารสองทางผ่าน โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้คลื่นวิทยุในการติดต่อกับเครือข่ายโทรศัพท์โดยผ่านสถานีฐาน โดยเครือข่ายของโทรศัพท์แต่ละผู้ให้บริการจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายของโทรศัพท์บ้านและเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ให้บริการอื่น โทรศัพท์ที่อยู่ในปัจจุบันนอกจาก เช่น การส่งข้อความสั้นเอสเอ็มเอส ปฏิทิน นาฬิกาปลุก ตารางนัดหมาย เกม การใช้งานอินเตอร์เน็ต บลูทูล อินฟาเรด กล้องถ่ายภาพ การส่งข้อมูลรูปภาพเอ็มเอ็มเอส วิทยุ เครื่องเล่นเพลง และจีพีเอส โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นในลักษณะคอมพิวเตอร์พกพานั้นจะถูกกล่าวถึงในชื่อสมาร์ทโฟน
 
2.2.2.1 ประวัติของโทรศัพท์เคลื่อนที่
วิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Radiotelephone) เป็นวิทยุโทรศัพท์แบบหนึ่งที่ใช้คลื่นวิทยุช่วยนำข่าวสารข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทางพร้อมกับสามารถพกพาเครื่องวิทยุโทรศัพท์ติดตัวไปด้วย ในขอบเขตพื้นที่ทำการที่คลื่นวิทยุเดินทางไปได้ถึง การทดลองวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2483 มีการทดลองเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 2489 บริษัท AT&T ได้เปิดให้บริการวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นสายแรก ในเวลานั้นวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังใช้งานได้เฉพาะกลุ่มเท่านั้น ในขณะนั้นจะมีช่องสัญญาณให้ใช้งานเพียง 6 ช่องสัญญาณเท่านั้น การรับส่งข่าวสารข้อมูลในการผสมคลื่นแบบ AM เครือข่ายของการสื่อสารถูกจำกัดอย่างมากเพราะช่องสัญญาณแต่ละช่องอนุญาตให้ผู้ใช้บริการใช้ได้เพียงคนเดียวและการติดต่อหมายเลขปลายทางต้องเรียกผ่านศูนย์ควบคุมให้พนักงานเป็นผู้เชื่อมต่อสัญญาณให้วิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบนี้มีขอเสียหลายประการ ประการสำคัญมีข้อจำกัดในเรื่องของความจุของช่องสัญญาณต่ำ ทำให้ระบบวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่นี้ต้องหยุดทำการไป เนื่องจากมีความต้องการใช้วิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่มากขึ้นจึงจำเป็นเพื่อพัฒนาระบบเพื่อให้มีความจุของสัญญาณสูงขึ้น โดยการพัฒนาเทคโนโลยีการผสมคลื่นแบบ FM ใหม่ ให้มีแถบกว้างของช่องสัญญาณสื่อสารลดลงจากเดิม 120 KHz ช่วยให้จำนวนช่องสัญญาณใช้ในการติดต่อสื่อสารเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นในพื้นที่บริการยังได้แบ่งช่องว่างความถี่ ใช้งานความถี่และได้มีการนำความถี่ใช้งานแล้วพื้นที่หนึ่งกลับมาใช้งานใหม่ในอีกพื้นที่หนึ่ง สามารถใช้ช่องสัญญาณเพื่อติดต่อสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 
 
2.2.2.2 โทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย
หลังจากกรมไปรษณีย์โทรเลขได้อนุมัติคลื่นความถี่วิทยุให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) ซึ่งก็คือบริษัท ทศท. คอร์ปอเรชันจำกัด (มหาชน) ในปัจจุบันเพื่อดำเนินธุรการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ NMT (Nordic Mobile Telephone) ความถี่ 470 เมกกะเฮิตรซ์ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2529 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยก็ได้เจริญเติบโตขึ้นมาตามลำดับ จนกระทั้งในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มากกว่า 20 ล้านหมายเลข โดยมีบริษัทผู้ให้บริการหลายรายแบ่งสัดส่วนทางการตลาดที่แตกต่างกัน
 
2.2.2.3 วิวัฒนาการของโทรศัพท์เคลื่อนที่
ยุค 1G ระบบโทรศัพท์มือถือแบบ analog ให้บริการเสียงอย่างเดียวระบบที่จัดอยู่ในยุคนี้ เช่น NMT ,AMPS, DataTac เริ่มใช้งานครั้งแรกในปี พ.ศ. 2523
ยุค 2G ระบบโทรศัพท์มือถือแบบ Digital ระบบที่จัดอยู่ในยุคนี้ เช่น GSM ,CdmaOne, PDC ให้บริการทั้งเสียงและข้อมูล มีการทำงานแบบ Circuit Switching ที่ความเร็ว 9.6-14.4 Kbps
ยุค 2.5G ระบบโทรศัพท์มือถือแบบ Digital ที่เริ่มนำระบบ Packet Switching  มาใช้ระบบที่จัดอยู่ในยุคนี้เช่น GPRS ความเร็ว 20-40 Kbps
ยุค 2.75G ระบบที่จัดอยู่ในยุคนี้เช่น CDMA2000 1xRTT, EDGE ให้ความเร็วน้อยกว่า 100 Kbps
ยุค 3G ระบบโทรศัพท์มือถือแบบ Digital ที่มีความสามารถครบทั้งการสื่อสารด้วยเสียงและข้อมูลรวมถึงวีดีโอ ระบบที่จัดอยู่ในยุคนี้ เช่น W-CDMA, TD-SCDMA2000,1x-EVDO ความเร็วมากกว่า 144 Kbps
ยุค 3.5G ระบบโทรศัพท์มือถือแบบ Digital มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงขึ้นกว่า 3G เช่น HSDPA ใน W-CDMA
ยุค 4G ระบบโทรศัพท์มือถือแบบ Real-Digital สามารถเชื่อมต่อข้อมูล 3 แบบ ภาคพื้นดิน CDMA PA-H และการเชื่อมต่อ ewifi และ Wi-Max เพื่อการเชื่อมต่อภาพและเสียงเป็นข้อมูลเดียวกัน 
2.2.3 สมาร์ทโฟน
สมาร์ทโฟนเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีความสามารถที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วไป สมาร์ทโฟนได้ถูกมองว่าเป็นคอมพิวเตอร์พกพาที่ทำงานในลักษณะของโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยที่สามารถเชื่อมต่อความสามารถหลักของโทรศัพท์เคลื่อนที่ธรรมดาเข้าร่วมกับแอพพลิเคชันของโทรศัพท์เอง สมาร์ทโฟนสามารถให้ผู้ใช้งานติดตั้งโปรแกรมเสริมสำหรับเพิ่มความสามารถและประสิทธิภาพของโทรศัพท์ได้ โดนรูปแบบนั้นขึ้นอยู่กับแพลตฟร์มของและรับระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์ ซึ่งระบบปฏิบัติการที่เป็นที่นิยมมีดังต่อไปนี้
2.2.3.1 ซิมเบียน (Symbian)
          2.2.3.2 แบล็กเบอรี่ โอเอส (Blackberry OS)
          2.2.3.3 แอนดรอยด์ (Android)
          2.2.3.4 ไอโอเอส (iOS)
          2.2.3.5 วินโดวส์โมบาย (Windows Mobile)
          2.2.3.6 บาดา (Bada)
                        2.2.3.7 เว็บไอเอส (webOS)
                        2.2.3.8 มีโก (MeeGo)
 
2.3 ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์
2.3.1 ประวัติของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์
   แอนดรอยด์ (Android) เป็นซอฟต์แวร์ที่มีโครงสร้างแบบเรียงทับซ้อนหรือแบบสแต๊ค (Stack) ซึ่งรวมเอาระบบปฏิบัติการ มัดเดิลแวร์ และแอพพลิเคชันที่สำคัญเข้าไว้ด้วยกันเพื่อใช้สำหรับทำงานบนอุปกรณ์พกพาเคลื่อนที่โดยเฉพาะ เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต เป็นต้น
การทำงานของแอนดรอยด์มีพื้นฐานอยู่บนระบบลีนุกซ์เคอร์เนล (Linux Kernel) ซึ่งใช้ Android SDK (Software Development Kit) เป็นเครื่องมืสำหรับพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนระบบปฏิบัติการ Android โดยใช้ภาษา Java ในการพัฒนา
Android เริ่มพัฒนาโดยบริษัทที่มีชื่อเดียวกัน ต่อมาได้ผนวกเข้ากับบริษัท Google ในเดือนพฤศจิกายน ปีพ.ศ. 2550 ซึ่งมีการร่วมมือระหว่างบริษัทชั้นนำมากกว่า 33 บริษัท เพื่อพัฒนาระบบทั้งที่บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ บริษัทซอฟต์แวร์และบริษัทเอกชนต่างๆ เช่น HTC, LG. Motorola, Samsung, China Mobile Communications, KDDI, Sprint/Nextel, T-Mobile, Telecom Italia, Telefonica, Audience, Broadcom, Intel ,Marvel ,NVidia, eBay, Packet Video, TAT และ Wind River เป็นต้น โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า OHA (Open Handset Alliances) 
ทั้งนี้ OHA ได้ร่วมมือพัฒนามาตรฐานสำหรับซอฟต์แวร์ระบบเปิด (Open System) หรือ โอเพ่นซอร์ส (Open Source) โดยมีลิขสิทธิ์ตาม Apache Version 2 licen ซึ่งหลักลิขสิทธิ์ของ Apache จะอนุญาตให้ผู้พัฒนาสามารถนำโค้ดที่มีอยู่ไปพัฒนาต่อได้ทั้งในส่วนของแบบการค้า (Commercial) แบบซอฟต์แวร์กรรมสิทธิ์ (Proprietary) และแบบใช้ฟรี (Freeware)
2.3.2 เวอร์ชันของระบบปฏิบัติการแอนดอยด์
2.3.2.1 Cupcake Android 1.5
เปิดให้ใช้งานในวันที่ 23 เมษายน 2551 เป็นเวอร์ชันจุดเริ่มต้นของระบบปฏิบัติการรองรับระบบบริการจาก Google ประเภทร้านจำหน่ายแอพพลิเคชัน ตารางการทำงาน แผนที่ การสื่อสารด้วยข้อความและเสียง โดยส่วนประกอบดังกล่าวล้วนรองรับการทำงานผ่านระบบเครือข่ายทั้งหมด โดยเฉพาะความสามารถในการอัพโหลลดข้อมูลประเภทภาพเคลื่อนไหว
2.3.2.2 Donut Android 1.6
เปิดให้ใช้งานในวันที่ 15 กันยายน 2552 โดยเพิ่มความสามารถในการสังเคราะห์เสียงของผู้ใช้ การอ่านออกเสียงข้อความ และระบบการแสดงผลแบบใหม่ที่มีชื่อว่า WVGA (Wide Video Graphic Array) เพื่อรองรับการแสดงผลบนหน้าจอที่มีขนาดใหญ่และความคมชัดสูง
2.3.2.3 Éclair Android 2.1
เปิดให้ใช้งานในวันที่ 20 พฤษภาคม 2553โดยมุ่งเน้นการพัฒนาส่วนตอบสนองผู้ใช้ให้สามารถใช้งานได้ง่าย ตรงกับความต้องการมากขึ้น อีกทั้งพัฒนาระบบปฏิบัติการให้มีความสมบูรณ์ในด้านประหยัดพลังงานและรับรองการทำงานในรูปแบบที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
2.3.2.4 Gingerbread Android 2.3
เปิดให้ใช้งานในวันที่ 6 ธันวาคม 2553 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาส่วนตอบสนองผู้ใช้งานได้ง่าย ตรงกับความต้องการมากขึ้น อีกทั้งพัฒนาระบบการระบบปฏิบัติการให้มีความสมบูรณ์ในด้านการประหยัดพลังงานและรองรับการทำงานในรูปแบบที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
2.3.2.5 Honeycomb Android 3.0
เปิดให้ใช้งานในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 พัฒนาให้รองรับการใช้งานบนอุปกรณ์ประเภท (Tablet) โดยเฉพาะร่วมกันการพัฒนาแอพพลิเคชันระบบปฏิบัติการ เช่น แอพพลิเคชันหนังสือระบบอิเล็กทรอนิกส์
2.3.2.6 Ice Cream Sandwich Android 4.0
เปิดให้ใช้งานในวันที่ 19 ตุลาคม 2554 มุ่งเน้นส่วนตอบสนองผู้ใช้ให้มีความคล่องตัวและเพิ่ม
ศักยภาพในการจัดการแฟ้มเอกสารรวมถึงการประสานงานกับแอพพลิเคชันอิ่นๆให้มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นโดยเฉพาะในส่วนของกล้องและการจัดการรูปภาพ
2.3.2.7 Jelly Bean Android 4.1
เปิดให้ใช้งานในวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 พัฒนาให้ระบบสามารถรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมประเภทลำโพง และปรับปรุงการทำงานของส่วนตอบสนองผู้ใช้โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบควบคุมเสียง การสั่งด้วยเสียง
2.3.2.8 Kitkat Android 4.4
เปิดให้ใช้งานในวันที่ 31 ตุลาคม 2556 พัฒนาให้ผู้ใช้สามารถทำงานเอกสารโดยสามารถจัดทำเอกสารและพิมพ์ได้ทันทีผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่หรือแท็บเล็ต และแนวทางการพัฒนาให้แอพพลิเคชั่นต่างๆสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
 
ตารางที่ 2-1 ตารางแสดงเวอร์ชันของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์
 
เวอร์ชัน รหัส APP Level
Android 1.5 Cupcake 3
 Android 1.6 Donut 4
Android 2.1 Eclair 7
Android 2.2 Froyo 8
Android 2.3 Gingerbread
9
Android 2.3.3 10
Android 3.0
Honeycomd 11
Android 3.1 12
Android 3.2 13
Android 4.0 Ice Cream Sandwich 14
 
Android 4.0.3 15
Android 4.1 Jelly Bean 16
Android 4.2 17
Android 4.3 18
Android 4.4 Kitkat 19
 
2.3.3 ประเภทของระบบปฏิบัติการแอนดรอนด์
เนื่องจากระบบปฏิบัติการ Android เป็นซอฟต์แวร์ระบบเปิดจึงอนุญาตให้นักพัฒนาหรือผู้ที่
สนใจสามารถดาว์นโหลด Source Code ได้ ทำให้มีผู้พัฒนาหลายๆฝ่ายนำ Source Code มาปรับแต่งและพัฒนาสร้างแอพพลิเคชันบนระบบ Android ในฉบับของตนเองมากขึ้นโดยสามารถแบ่งประเภทของระบบ Android ออกเป็นกลุ่มๆได้ 3 ประเภทดังต่อไปนี้
2.3.3.1 Android Open Source Project
เป็นระบบ Android ประเภทที่ทางบริษัท Google เปิดให้สามารถ Source Code ไปติดตั้งและใช้
งานในอุปกรณ์ต่างๆ ได้โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
2.3.3.2 Open Handset Mobile
เปิดแอนดรอยด์ที่ได้รับการพัฒนาร่วมกับกลุ่ม Open Headset Alliances (OHA) ซึ่งบริษัทเหล่านี้
จะพัฒนาระบบ Android ในแบบฉบับของตนเอง โดยรูปร่างหน้าตาการแสดงผลและฟังก์ชันการใช้งานที่แตกต่างกัน รวมไปถึงอาจจะมีความเป็นเอกลักษณ์และรูปแบบการใช้งานเป็นของแต่ละบริษัทและโปรแกรมแอนดรอยด์ประเภทนี้จะได้รับสิทธิ์บริการเสริมต่างๆ จากกูเกิลที่เรียกว่า GMS (Google Mobile Service) ซึ่งเป็นการบริการเสริมทำให้ระบบ Android มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง
2.3.3.3 Cooking หรือ Customize
เป็นระบบ Android ที่นักพัฒนานำเอาซอร์สโค้ดจากแหล่งต่างๆมาปรับแต่งให้อยู่แบบฉบับของ
ตนเอง ซึ่งการพัฒนาจะต้องปลดล็อคลิขสิทธิ์ในการใช้งานอุปกรณ์ (Unlock) เสียก่อนจึงจะสามารถติดตั้งได้ 
ทั้งนี้ระบบ Androidประเภทนี้ถือได้ว่าเป็นประเภทที่มีความสามารถสูงที่สุดเนื่องจากการได้รับการปรับแต่งขีดความสามารถต่างๆ ให้มีความเข้ากันได้กับอุปกรณ์นั้นๆ จากผู้ใช้จริงอย่างไรก็ตามที่ระบบ Android ของแต่ละผู้ผลิตจะได้รับบริการ Google Mobile Service (GMS) นั้นผู้ผลิตจะต้องทดสอบระบบและขออนุญาตกับทางกูเกิลเสียก่อน จึงสามารถนำเครื่องออกสู่ตลาดได้
2.3.4 สถาปัตยกรรมของแอนดรอยด์
สถาปัตยกรรมการออกแบบแอนดรอยด์ นั้นถูกแบ่งออกเป็นลำดับชั้น หรือจะเรียกว่า Layer โดย
ที่แต่ละชั้นจะเรียกใช้บริการจากระดับชั้นที่อยู่ด้านล่างของตัวเอง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ชั้นหลักดังนี้
 
 
Application
Application Framework
Libraries
Linux Kernel
 
ภาพที่ 2-1 สถาปัตยกรรมของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์
2.3.4.1 ชั้นแอพพลิเคชัน
ชั้นแอพพลิเคชัน (Application) เป็นชั้นบนสุดของโครงสร้างแอนดรอยด์ซึ่งเป็นส่วนของแอพ
พลิเคชันที่พัฒนาขึ้นมาใช้งาน เช่น แอพพลิเคชันรับส่งอีเมล์ แอพพลิเคชันโทรศัพท์ (Phone Dial), แอพพลิเคชันเว็บบราวเซอร์ (Web Browser) เป็นต้น ทั้งนี้แอพพลิเคชันนั้นจะอยู่ในรูปของไฟล์ apk.
2.3.4.2 ชั้นแอพพลิเคชันเฟรมเวิร์ค
โดยปกติแล้วนักพัฒนาสามารถเรียกใช้แอนดรอยด์ผ่าน API (Application Programming 
Interface) ได้ ซึ่งแอนดรอยด์ได้ออกแบบไว้เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการใช้งานซ้ำของ Application Component ซึ่งมีตัวอย่างแอพพลิเคชันเฟรมเวิร์คดังนี้
2.3.4.3 View System เป็นส่วนควบคุมการทำงานสำหรับการสร้างแอพพลิเคชัน เช่น Lists, Grids, Textboxes, Button และ Embeddable web browser
2.3.4.4 Location Manager เป็นส่วนจัดการค่าตำแหน่งของเครื่องอุปกรณ์พกพกเคลื่อนที่
2.3.4.5 Content Provider เป็นส่วนควบคุมการเข้าถึงของข้อมูลที่มีการใช้งานร่วมกัน (Share Data) ระหว่างแอพพลิเคชันที่แตกต่างกัน เช่น ข้อมูลผู้ใช้งาน (Contact)
2.3.4.6 Resource Manager ป็นส่วนจัดการเข้าใช้ข้อมูลต่างๆที่ไม่ใช่โค้ด เช่น Localized string, Graphics และ Layout ซึ่งจะอยู่ในไดเร็คทอรี่ res/ ทั้งนี้ข้อมูลต่างๆในส่วนนี้จะถูกคอมไพล์ และผนวกเข้ากับโปรแกรมที่เขียนขึ้น ณ เวลาการ Build โดยแอนดรอยด์ จะใช้เครื่องมือ adpt สำหรับการคอมไพล์ และหลังจาการคอมไพล์แล้วจะสร้างคราสที่ชื่อว่า R ซึ่งเป็นส่วนที่ระบุถึงข้อมูลต่างๆ ที่ใช้อ้างอิงสำหรับโปรแกรมที่ถูกพัฒนาขึ้น
2.3.4.7 Notification เป็นส่วนควบคุมอีเวนต์ (Event) ต่างๆที่แสดงผลบนแถบสถานะ (Status bar) เช่น
ในกรณีที่ได้รับข้อความและการแจ้งเตือนต่างๆ
2.3.4.8 Active Manager เป็นส่วนควบคุม Life Cycle ของแอพพลิเคชัน
2.3.4.9 ชั้นไลบรารี
แอนดรอยด์ได้รวบรวมกลุ่มไลบรารีต่างๆ ท สำคัญและมีความจำเป็นต่อการพัฒนาโปรแกรม
เอาไว้มากมาย ซึ่งผู้เขียนไว้ด้วยภาษา C และ C++ โดยตัวอย่างของไลบรารีที่สำคัญคือ
ก) System C library เป็นกลุ่มของไลบรารีมาตรฐานที่อยู่บนพื้นฐานของภาษา C ไลบรารี (libc)
ข) Surface Manager เป็นกลุ่มการจัดการรูปแบบของหน้าจอ การวาดหน้าจอ
ค) 2D/3D library เป็นกลุ่มของกราฟิกแบบ 2 มิติ หรือ SGL (Scalable Graphics Library) และแบบ 3 มิติหรือ OpenGL
ง) Free Type เป็นกลุ่มของบิตแมป (Bitmap) และเวคเตอร์ (vector) สำหรับการเรนเดอร์ (Render) ภาพ
จ) SQLite เป็นกลุ่มของฐานข้อมูลที่ใช่เช่นเดียวกันกับซอฟต์แวร์ Firefox และ Apple iPhone ทั้งที่นักพัฒนาสามารถใช้ฐานข้อมูลนี้เก็บข้อมูลของแอพพลิเคชันต่างๆได้
ฉ) Browser Engine เป็นกลุ่มของการแสดงบนเว็บบราวเซอร์โดยอยู่บนพื้นฐานขออง Webkit ซึ่งก็จะมีลักษณะคล้ายคลึง Google Chrome, Safari และ Nokia S60
ช) Android Runtime
Dalvik VM (Virtual Machine) ส่วนนี้ถูกเขียนด้วยภาษา Java เพื่อใช้เฉพาะการใช้งานอุปกรณ์ พกพกา
เคลื่อนอย่างไรก็ตามสิ่งที่แตกต่างจาก Java VM (Vitual Machine) คือ Dalvik VM จะรันไฟล์ .dex ที่คอมไพล์มาจากไฟล์ .class และ .jar โดยมี tool ที่ชื่อว่า dx ทำหน้าที่ในการบีบอัดคลาส Java ทั้งนี้ไฟล์ .dex จะมีขนาดกะทัดรัดและเหมาะสมกับอุปกรณ์พกพามากกว่า .class โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสิทธิภาพในการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ และ Core Java Library ส่วนนี้เป็นไลบรารีมาตรฐาน แต่ก็จะมีความแตกต่างจากไลบรารีของ Java SE (Java Standard Edition) และ Java Me (Java Mobile Edition)
2.3.4.10 ชั้นลีนุกซ์เคอน์เนล
ระบบแอนดรอยด์ อยู่บนพื้นฐานของระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ โดยชั้น Linux Kermel นั้นมี
ฟังก์ชันการทำงานหลายๆส่วนซึ่งแต่ละส่วนถูกพัฒนาขึ้นด้วยภาษา C  เช่น การจัดการหน่วยความจำ (Memory Management) การจัดการโพรเซส (Process Management) การเชื่อมต่อเครือข่าย (Networking) และฟังก์ชันการทำงานส่วนอื่นที่เกี่ยวกับระบบปฏิบัติการทั้งนี้นักพัฒนาจะไม่มีสิทธิ์เข้าถึงส่วนนี้ได้โดยตรง อย่างไรก็ตามนักพัฒนาสามารถเข้าถึงระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ ได้จากชุดคำสั่ง Command Prompt เช่น adb shell ซึ่งจะสามารถใช้เครื่องมือต่างๆได้ เช่น การเข้าดูระบบไฟล์ (File System) โพรเซสการคัดลอกไฟล์ (Copy File) เป็นต้น 
2.4 การวิเคราะห์และออกแบบเชิงวัตถุ
แนวคิดเชิงวัตถุ (Object-oriented approach)มีพื้นฐานมาจากปัญหาหรือข้อจำกัดของการพัฒนาเชิงกระบวนการ (Procedural approach) ซึ่งจะต้องมีการระบุเฉพาะเตาะจงถึงขั้นตอนของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทีละขั้นตอน ทำให้โปรแกรมเมอร์ต้องสนใจในรายละเอียดแต่ละขั้นเป็นอย่างมาก โปรแกรมที่ได้ก็จะให้ผลที่ดีกับงานเฉพาะด้านเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้กับงานประเภทอื่นๆ ได้ดังนั้นแนวคิดเชิงวัตถุ จึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้สามารถใช้งานได้อย่างเหมาะสมโดยจะใช้ได้กับงานหลากหลายประเภท
2.4.1 ข้อดีของการวิเคราะห์และออกแบบเชิงวัตถุ
2.4.1.1 ลดความซับซ้อนของการพัฒนาระบบ และยังทำให้การสร้างและการดูแลเป็นไปได้ง่ายและรวดเร็ว
2.4.1.2 พัฒนาความสามารถในการสร้างและคุณภาพของงานของโปรแกรมเมอร์ เนื่องจากเอมีการวางโครงร่างนำมาใช้งานและได้มีการทดสอบแล้ว สามารถที่จะนำระบบนี้ไปใช้กับระบบอื่นๆได้อีก
2.4.1.3 ระบบที่มีการพัฒนาด้วย Object-oriented (OO) จะมีความยืดหยุ่น สามารถแก้ไข และเพิ่มเติมได้ง่าย
2.4.1.4 Object-Oriented (OO) จะถูกนักวิเคราะห์ระบบมองในแง่ของระบบในโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่แค่เพียงระดับของโปรแกรมทางภาษา (Programming Language) กล่าวคือสามารถหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันที
2.4.2 Use Case Diagram
   Use Case Diagram คือ แผนภาพที่แสดงการทำงานของผู้ใช้ระบบ (User) และความสัมพันธ์กับระบบย่อย (Sub system) ภายในระบบใหญ่ ในการเขียน  Use Case Diagram ผู้ใช้ระบบ (User) จะถูกกำหนดว่าให้เป็น Actor และระบบย่อย (Sub system) คือ Use Case จุดประสงค์หลักของการเขียน Use Case Diagram ก็เพื่อเล่าเรื่องราวทั้งหมดของระบบว่ามีการทำงานอะไรบ้างเป็นการดึง Requirement หรือเรื่องราวต่างๆ ของระบบจากผู้ใช้งาน ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการวิเคราะห์และออกแบบระบบ สัญลักษณ์ที่ใช้ใน Use Case Diagram จะใช้สัญลักษณ์รูปคนแทน Actor ใช้สัญลักษณ์วงรีแทน Use Case และใช้เส้นตรงในการเชื่อม Actor กับ Use Case เพื่อแสดงการใช้งาน Use Case ของ Actor นอกจากนั้น Use Case ทุกๆตัวจะต้องอยู่ภายในสี่เหลี่ยมเดียวกันซึ่งมีชื่อของระบบระบุอยู่ด้วย
2.4.3Class Diagram
        Class Diagram คือแผนภาพที่ใช้แสดง Class และความสันพันธ์ในแง่ต่างๆ (Relation) ระหว่าง Class 
เหล่านั้นซึ่งความสัมพันธ์ที่กล่าวถึงใน ClassDiagram นี่ถือเป็นความสัมพันธ์เชิงสถิตย์ Static Relationship) หมายถึง ความสัมพันธ์ที่มีอยู่แล้วเป็นปกติในระหว่าง Class ต่าง ๆ ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งเรียกว่า ความสัมพันธ์เชิงกิจกรรม (Dynamic Relationship) สิ่งที่ปรากฏใน Class Diagram นั้นประกอบด้วยกลุ่มของ Class และกลุ่มของ Relationship โดยสัญลักษณ์ที่ใช้ในการแสดง Class นั้นจะแทนด้วยสี่เหลี่ยมที่แบ่งออกเป็น 3ส่วน โดยแต่ละส่วนนั้น (จากบนลงล่าง) จะใช้ในการแสดง ชื่อของ Class, Attribute, และฟังก์ชัน ต่าง ๆ 
 
2.5 เทคโนโลยีที่ใช้ในการพัฒนา
2.5.1 อะโดบีแฟลช (Adobe Flash) 
ในชื่อเดิม ช็อกเวฟแฟลช (Shockwave Flash) และ แมโครมีเดียแฟลช  (Macromedia Flash) เป็น
โปรแกรมที่ใช้ในการเขียนสื่อมัลติมีเดียที่เอาไว้ใช้สร้างเนื้อหาเกี่ยวกับ Flash ซึ่งตัว Flash Player พัฒนาและเผยแพร่โดย อะโดบีซิสเต็มส์ (เริ่มต้นพัฒนาโดยบริษัท ฟิวเจอร์แวร์ ตอนหลังเปลี่ยนเป็น แมโครมีเดีย ซึ่งภายหลังถูกควบรวมกิจการเข้ากับ อะโดบี ) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ทำให้ เว็บเบราว์เซอร์สามารถแสดงตัวมันได้ ซึ่งมันมีความสามารถในการรองรับ ภาพแบบเวกเตอร์ และ ภาพแบบแรสเตอร์ และมีภาษาสคริปต์ที่เอาไว้ใช้เขียนโดยเฉพาะเรียกว่า แอ็กชันสคริปต์ (ActionScript) และยังสามารถเล่นเสียงและวิดีโอ แบบสเตริโอได้
แต่ในความหมายจริงๆแล้ว แฟลช คือโปรแกรมแบบ integrated development (IDE) และ Flash
Player คือ virtual machine ที่ใช้ในการทำงานของไฟล์ แฟลชซึ่งในภาษาพูดเราจะเรียกทั้งสองคำนี้ในความหมายเดียวกัน “แฟลช” ยังสามารถความถึงโปรแกรมเครื่องมือต่างๆตัวแสดงไฟล์หรือ ไฟล์โปรแกรมแฟลชเริ่มมีเสียงประมาณปี ค.ศ. 1996 หลังจากนั้น เทคโนโลยีแฟลชได้กลายมาเป็นที่นิยมในการเสนอ แอนิเมชัน และ อินเตอร์แอกทีฟในเว็บเพจและในโปรแกรมหลายๆโปรแกรมระบบและเครื่องมือต่างๆที่มีความสามารถในการแสดง แฟลชได้และแฟลชยังเป็นที่นิยมในการใช้สร้างและคอมพิวเตอร์แอนิเมชันโฆษณาออกแบบส่วนต่างๆของเว็บเพจใส่วีดีโอบนเว็บและอื่นๆ อีกมากมาย ไฟล์ Flash ในบางครั้งอาจเรียกว่า “Flash movies” โดยทั่วไปกับไฟล์ที่มีนามสกุล .swf และ .flv แฟลชเป็นโปรแกรมที่มีชื่อเสียงมากของทางบริษัทแมโครมีเดีย
   
           2.5.2 จาวาสคริปต์ ภาษาที่ใช้ในการพัฒนาระบบ
                    จาวาสคริปต์ (JavaScript) เป็นภาษายุคใหม่สำหรับการเขียนโปรแกรมบนระบบอินเทอร์เน็ตที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง เราสามารถเขียน โปรแกรม JavaScript เพิ่มเข้าไปในเว็บเพจเพื่อใช้ประโยชน์สำหรับงานด้านต่าง ๆ ทั้งการคำนวณ การแสดงผล การรับ-ส่งข้อมูล และที่ สำคัญคือ สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้อย่างทันทีทันใด นอกจากนี้ยังมีความสามารถด้านอื่นๆอีกหลายประการที่ช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับเว็บเพจของเราได้อย่างมาก ภาษาจาวาสคริปต์ถูกพัฒนาโดย เน็ตสเคปคอมมิวนิเคชันส์ (Netscape Communications Corporation) โดยใช้ชื่อว่า Live Script ออกมาพร้อมกับ Netscape Navigator2.0 เพื่อใช้สร้างเว็บเพจโดยติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์แบบ Live Wire ต่อมาเน็ตสเคปจึงได้ร่วมมือกับบริษัทซันไมโครซิสเต็มส์ปรับปรุงระบบของบราวเซอร์ เพื่อให้สามารถติดต่อใช้งานกับภาษาจาวาได้ และได้ปรับปรุง LiveScript ใหม่เมื่อ ปี 2538 แล้วตั้งชื่อใหม่ว่า JavaScript
2.5.3 ลักษณะการทำงานของจาวาสคริปต์
จาวาสคริปต์ (JavaScript) เป็นภาษาสคริปต์เชิงวัตถุ หรือเรียกว่า อ็อบเจ็กโอเรียลเต็ด (Object Oriented Programming) ที่มีเป้าหมายในการ ออกแบบและพัฒนาโปรแกรมในระบบอินเทอร์เน็ต สำหรับผู้เขียนเอาสารด้วยภาษา HTML สามารถทำงานข้ามแพลตฟอร์มได้ทำงานร่วมกับ ภาษา HTML และภาษาจาวาได้ทั้งทางฝั่งไคลเอนต์ (Client) และ ทางฝั่งเซิร์ฟเวอร์ (Server) โดยมีลักษณะการทำงานดังนี้ 1. Navigator JavaScript เป็น Client-Side JavaScript ซึ่งหมายถึง JavaScript ที่ถูกแปลทางฝั่งไคลเอนต์ (หมายถึงฝั่งเครื่อง คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องพีซี เครื่องแมคอินทอช หรือ อื่น ๆ) จึงมีความเหมาะสมต่อการใช้งานของผู้ใช้ทั่วไปเป็นส่วนใหญ่ 2. LiveWire JavaScript เป็น Server-Side JavaScript ซึ่งหมายถึง JavaScript ที่ถูกแปลทางฝั่งเซิร์ฟเวอร์ (หมายถึงฝั่งเครื่อง คอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการเว็บ โดยอาจจะเป็นเครื่องของซันซิลิคอมกราฟิกส์ หรือ อื่น ๆ) สามารถใช้ได้เฉพาะกับ LiveWire ของเน็ตสเคป โดยตรง
2.5.4 Adobe Photoshop เครื่องมือสำหรับตกแต่ง GUI
อะโดบี โฟโต้ชอป (Adobe Photoshop) มักเรียกสั้นๆว่า โฟโต้ชอป เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่มี
ความสามารถในการพัฒนาในการจัดการแก้ไขและตกแต่งรูปภาพ (photo editing and retouching) แบบแรสเตอร์ ผลิตโดยบริษัทอะโดบีซิสเต็มส์ที่ได้รับความนิยม เช่น Illustrator InDesign ปัจจุบันโปรแกรมโฟโต้ชอปพัฒนามาถึงรุ่น CS6 (Creative Suite 6)
2.5.4.1 ประวัติของ Adobe Photoshop
นักศึกษาปริญญาเอกจากเมืองมิชิแกนชื่อ ธอมัส โนล (Thomas Knoll) ได้สร้างซอฟต์แวร์
สำหรับทำภาพสีเฉดเทาขาวดำในชื่อ ดิสเพลย์ (Display) ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนามาเป็นโฟโต้ชอปในปัจจุบันบริษัทอะโดบีได้พัฒนาโฟโต้ชอปให้สามารถใช้งานกับไมโครซอฟท์วินโวส์ได้ในโฟโต้ชอปรุ่น 2.5 หลังจากที่พัฒนารุ่นแรกสำหรับเครื่องแมคอินทอซเท่านั้นและได้พัฒนาต่อเนื่องมาจนกระทั้งรุ่นปัจจุบัน รุ่น CS6
2.5.4.2 ความสามารถของ Adobe Photoshop
โปรแกรมโฟโต้ชอปเป็นโปรแกรมที่มีความสามารถในการจัดการไฟล์ข้อมูลรูปภาพที่มี
ประสิทธิภาพการทำงานกับไฟล์ข้อมูลรูปภาพของโฟโต้ชอปนั้นส่วนใหญ่จะทำงานกับไฟล์ข้อมูลรูปภาพที่จัดเก็บข้อมูลรูปภาพแบบ Raster โฟโต้ชอปสามารถใช้ในการตกแต่งภาพได้หลากหลาย เช่น ลบตาแดง, ลบรอยแตกของภาพ, ปรับแก้สี, เพิ่มสีและแสง หรือการใส่เอฟเฟกต์ให้กับรูป เช่น ทำภาพสีซีเปีย, การทำภาพโมเซค, การสร้างภาพพาโนรามาจากภาพหลายภาพต่อกัน นอกจากนี้ยังใช้ได้ในการตัดต่อภาพ และการซ้อนฉากหลังเข้ากับภาพ
 
โฟโต้ชอปสามารถทำงานกับระบบสี RGB, CMYK, Lab และ Grayscale และสามารถจัดการกับ
ไฟล์รูปภาพที่สำคัญได้ เช่น ไฟล์นามสกุล JPG, GIF, PNG, TIF, TGA โดยไฟล์ที่โฟโต้ชอปจัดเก็บในรูปแบบเฉพาะของตัวโปรแกรมเอง จะใช้นามสกุลของไฟล์ว่า PSD จะสามารถจัดเก็บคุณลักษณะพิเศษของไฟล์ที่เป็นของโฟโต้ชอป เช่น เลเยอร์, ชันแนล, โหมดสี รวมทั้งสไลด์ ได้ครบถ้วน
 
บทที่ 3
วิธีการดำเนินงาน
 ตามหลักการของการพัฒนาระบบ (SDLC : System Development Life Cycle) สามารถแบ่งเป็นขั้นในการดำเนินงานออกเป็น 4 ขั้นตอน
+++
 
สินค้านี้ยังไม่มีคนรีวิว
คำถาม
รายละเอียด
ชื่อผู้ถาม
ข้อมูลสำหรับการติดต่อกลับ (ไม่เปิดเผย เห็นเฉพาะเจ้าของร้าน)
อีเมล
เบอร์มือถือ
  • ถาม
สินค้านี้ยังไม่มีคนถามคำถาม
ธ.กสิกรไทย สาขาเสริมไทย ออมทรัพย์
เพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายและมิตรภาพที่ดีต่อกัน กรุณาทำความเข้าใจเงื่อนไข

 

 

MEMBER

เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)

STATISTICS

หน้าที่เข้าชม1,110,275 ครั้ง
ผู้ชมทั้งหมด495,717 ครั้ง
เปิดร้าน30 ก.ค. 2556
ร้านค้าอัพเดท23 พ.ค. 2561
Go to Top
พูดคุย-สอบถาม คลิก